พัฒนาชุมชนจังหวัดชุมพร :: โปรไฟล์

KM Blog

  บันทึกงานล่าสุด

 Page| Next | Last 


การคัดเลือกครัวเรือนต้นแบบในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

 

ชื่อ นามสกุล          พิบลรัตน     เงินเลี่ยม

ตำแหน่ง                  นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ

สังกัด                      สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอหลังสวน

เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก     086-6832327

ชื่อเรื่อง             การคัดเลือกครัวเรือนต้นแบบในหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

เป็นการแก้ไขปัญหา/ความสำเร็จเกี่ยวกับ  การคัดเลือกครัวเรือนที่พอใจเข้าร่วมโครงการ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ    เดือนมกราคม 2554

สถานที่เกิดเหตุการณ์   บ้านเขาเงิน  หมู่ที่ 7  ตำบลท่ามะพลา  อำเภอหลังสวน  จังหวัดชุมพร

เนื้อเรื่อง               เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทาง การดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย ในการดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ  สังคม การเมือง วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม  ให้ชีวิตที่สามารถอุ้มชูตัวเองได้ ให้มีความพอเพียงกับตนเองอยู่ได้โดยไม่เดือนร้อน  และในปี 2554 เป็นปีมหามงคลเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 7 รอบ 84 พรรษา กรมการพัฒนาชุมชนได้จัดทำโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเฉลิมพระเกียรติ  84 พรรษาขึ้นมา  โดยดำเนินการคัดเลือกหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอำเภอละ 2 หมู่บ้าน  ซึ่งอำเภอหลังสวนมีหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ปี 2554 จำนวน 2 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านควนหินมุ้ย หมู่ที่ 9 ตำบลนาขา  ระดับ อยู่ดีกินดี  และบ้านเขาเงิน  หมู่ที่ 7 ตำบลท่ามะพลา  ระดับ มั่งมี  ศรีสุข

                        เหตุที่บ้านเขาเงิน  เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ปี 2554  เพราะในหมู่บ้านมีกิจกรรมที่เชื่อมโยงกันอยู่หลายกิจกรรม เช่น  การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร  การผลิตน้ำยาล้างจานใช้เอง  การผลิตปุ๋ยหมักคุณภาพสูง  การปลูกผักสวนครัว  การผลิตแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์   ปลอดยาเสพติด   ซึ่งในการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้องมีองค์ประกอบหลายอย่าง โดยเฉพาะแกนนำของหมู่บ้าน คัดเลือกจากผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มาจากผู้นำชุมชน ผู้นำกลุ่มองค์กร หรือผู้ทรงคุณวุฒิของชุมชน ที่ชาวบ้านนับถือ และต้องมีจิตสาธารณะและเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน  เข้าไปหารือทำความเข้าใจกับผู้นำหรือแกนนำของชุมชนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแก่แกนนำ  และเข้าร่วมประชุมในวันประชุมหมู่บ้านตั้งแต่เดือน พฤศิจกายน 2553 เป็นต้นมา เพื่อพูดคุยกับราษฎรในหมู่บ้าน ถึงกระบวนการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงระดับ มั่งมี ศรีสุข  การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในครัวเรือนหรือชีวิตประจำวัน   ให้แกนนำเป็นผู้ประสานงานและคัดเลือกครัวเรือนที่พร้อมและสมัครใจในการพัฒนาให้เป็นครัวเรือนต้นแบบ ได้ครัวเรือนต้นแบบจำนวน 34 ครัวเรือน  ซึ่งในกระบวนการพัฒนาหมู่บ้านต้นแบบนี้ ผู้ขับเคลื่อนที่สำคัญคือ พัฒนากร  แกนนำชุมชน  ภาคีร่วม เช่น เกษตรตำบล   ต้องเข้าถึง เข้าใจ และสนับสนุนให้กำลังใจในการดำเนินงาน ของครัวเรือนต้นแบบ  อยู่ในพื้นที่สม่ำเสมอ โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาคือ ครัวเรือนดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง สามารถขยายผลไปสู่ครัวเรือนอื่น ๆ ได้  นอกจาการวิเคราะห์ตนเอง วิเคราะห์ชุมชน เพื่อเป็นการค้นหาศักยภาพและการรู้จักตนเองแล้ว หมู่บ้านต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์การประเมินของกระทรวงมหาดไทย 4 ด้าน 23 ตัวชี้วัด  และผ่านการวัดความสุขมวลรวมของชุมชนด้วย   ซึ่งบ้านเขาเงินได้ผ่านกระบวนการพัฒนาหมู่บ้านต้นแบบครัวเรือนต้นแบบพร้อมน้อมนำเอาปรัชญาเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประพฤติปฏิบัติให้เป็นชีวิตประจำในวิถีชีวิตของตนเอง ครัวเรือน ชุมชน เพื่อความเข้มแข็ง ประชาชนพึ่งตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและขยายผลไปสู่ครัวเรือน ชุมชน อื่น ๆ  ด้วยการเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอพียงต้นแบบที่แท้จริง

บันทึกขุมความรู้ (Knowledge  Assets)

1.              การคัดเลือกหมู่บ้าน แกนนำ  ครัวเรือนต้นแบบ

2.              บทบาทเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ

แก่นความรู้

                การประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจและการลงมือปฏิบัติจริง

กลยุทธ์ในการทำงาน   

1.              การสร้างแกนนำ

2.              การคัดเลือกครัวเรือนต้นแบบการพัฒนา

3.              ใช้ระบบการเข้าถึง ประสานงานในการทำงาน

แนวคิด    ร่วมแรง ร่วมใจ หนักแน่น ถึงจะสำเร็จ

ชื่อผู้บันทึกความรู้    พิบลรัตน   เงินเลี่ยม

 


โดย พัฒนาชุมชนจังหวัดชุมพร ความคิดเห็น (0) | ดู (416)
สร้าง: 13 ก.ย. 2554 15:15 แก้ไข: 13 ก.ย. 2554 15:17


การจัดตั้งกองทุนข้าวสาร

 

ชื่อ สกุล       นางวันทนีย์     มลิวัลย์

ตำแหน่ง         เจ้าพนักงานพัฒนาชุมชน  ชำนาญงาน

สังกัด             สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอทุ่งตะโก  จังหวัดชุมพร

เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก   ๐๘๙-๙๐๙๒๖๒๑

ชื่อเรื่อง                    การจัดตั้งกองทุนข้าวสาร

เป็นการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ   การลดรายจ่ายและความสามัคคีในหมู่บ้าน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ    ปี พ.ศ. ๒๕๕๓พ.ศ.  ๒๕๕๔

สถานที่เกิดเหตุการณ์    ศาลาหมู่บ้าน บ้านทอนอม  หมู่ที่  ๖ ตำบลช่องไม้แก้ว  อำเภอทุ่งตะโก

เนื้อเรื่อง  

             ความเป็นมา  จากการได้เข้าไปร่วมประชุมหมู่บ้าน หมู่ที่ ๖ ตำบลช่องไม้แก้ว ได้มีแกนนำ หมู่บ้าน นำข้าวสารมาจำหน่ายที่ศูนย์หมู่บ้านในวันประชุมประจำเดือนหมู่บ้าน และได้ถามแกนนำหมู่บ้าน ว่า ความเป็นมาเป็นอย่างไรในการนำข้าวสารมาจำหน่าย  แกนนำฯได้เล่าให้ฟังว่า จากการสำรวจข้อมูล จปฐ. ได้รู้รายรับ-รายจ่ายในหมู่บ้านแล้วนำมาสรุปว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ปรากฏว่ามีค่าใช้ในการซื้อข้าวสารอยู่อันดับต้นๆ  จึงเกิดความคิดว่าถ้ามีโอกาสควรจัดทำโครงการกองทุนข้าวสาร  ต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ หมู่บ้านได้รับงบประมาณตามนโยบายรัฐบาล โครงการชุมชนพอเพียง เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จึงได้นำงบประมาณดังกล่าวมาจัดเวทีประชาคมหมู่บ้าน โดยมีประชาชนในหมู่บ้านเข้ามามีส่วนร่วมเสนอโครงการและได้มีการพูดคุยกันพอสมควร จึงมีมติในที่ประชุมให้จัดทำโครงการกองทุนข้าวสาร เพื่อให้ประชาชนในหมู่บ้านได้มีการพบปะพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ  ก่อให้เกิดความสามัคคีและมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

บันทึกขุมความรู้

          -  จากการประมวลผล จปฐ. ปี ๒๕๕๔ หมู่ที่ ๑ ตำบลช่องไม้แก้ว   ปรากฏว่า มีประชาชนบริโภคข้าวสาร เดือนละ ๔๕๐ ถัง/เดือน

          -   แพร่ความคิดให้กับผู้นำ/แกนนำในการบริหารจัดการโครงการดังกล่าว

แก่นความรู้

          -  ศึกษาหาข้อมูลการบริโภคข้าวสารยี่ฮ้ออะไรบ้าง

          -  ประชุมจัดเวที/ชี้แจงทำความเข้าใจของโครงการ

กลยุทธ์ในการทำงาน

          -  เสริมสร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการเงินทุนชุมชนให้มีประสิทธิภาพ

          -  สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนในหมู่บ้าน (ลดค่าใช้จ่ายซื้อข้าวสารราคาถูก/ลดค่าเดินทางออกไปซื้อข้าวสารนอกหมู่บ้าน

กฎระเบียบ  แนวคิด  ทฤษฎี  ที่เกี่ยวข้อง

-  จำหน่ายข้าวสารในวันประชุมหมู่บ้านเดือนละ    ครั้ง

-  ก่อให้เกิดความรักความสามัคคี เอื้ออาทรต่อกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในหมู่บ้าน/ชุมชน

ความสำเร็จของโครงการ

           -ร้อยละ ๘๕ ของครัวเรือน ซื้อข้าวสารราคาถูก

 


โดย พัฒนาชุมชนจังหวัดชุมพร ความคิดเห็น (0) | ดู (444)
สร้าง: 13 ก.ย. 2554 15:11 แก้ไข: 13 ก.ย. 2554 15:18


หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านปากมหาด
คำสำคัญ:หมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงปากมหาด

หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านปากมหาด ตำบลท่ายาง อำเภอเมืองชุมพร

 
หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง


โดย พัฒนาชุมชนจังหวัดชุมพร ความคิดเห็น (0) | ดู (300)
สร้าง: 12 ก.ย. 2554 09:19 แก้ไข: 12 ก.ย. 2554 09:19


ชุมพรรวมพลังสร้างสรรค์ความรู้มุ่งสู่ชุมชน

ตารางวิเคราะห์ชุมชน ชื่อบ้านเกาะพิทักษ์  หมู่ที่ 14   ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน  จังหวัดชุมพร

 

ที่

ประเด็นยุทธ์ศาสตร์

ข้อมูลชุมชน

สภาพปัญหา

แนวทางการพัฒนา

1.

การพัฒนาทุนชุมชน

กลยุทธ์ ™ 1.  เสริมสร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการเงินทุนชุมชนให้มีประสิทธิภาพ (Financial)

 

          ™ 2.  ส่งเสริมและพัฒนาทุนชุมชนให้มีประสิทธิภาพ (Non financial)

 

          ™ 3.  ส่งเสริมการบูรณาการทุนชุมชนให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์กับพื้นที่

1.กองทุนหมู่บ้าน เงิน 1 ล้านบาท

 

2.กลุ่มออมทรัพย์ฯ    1กลุ่ม

3.กลุ่มเยาวชน

 

4.ผู้นำ อช.  2 คนและ อช. 4  คน

 

6. โครงการ กข.คจ.  280,000  บาท

 

 

1.กทบ.มีการออมที่ไม่หลากหลาย

 

2.กลุ่มออมทรัพย์ฯ สมาชิกมุ่งกู้ทรัพย์อย่างเดียว

 

3.การออมไม่มีเป้าหมาย

 

-จัดเวทีประชาคมระดมความคิดการออม

 

-จัดทำโครงการออมด้วยใจภักดิ์ รักในหลวง(ออมในกระบอกไม้ไผ่)

 2.

 การพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนให้เข้มแข็ง

กลยุทธ์ ™1.  ขับเคลื่อนการดำรงชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

          ™ 2.  ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้ได้มาตรฐาน

          ™ 3.  ส่งเสริมการบริหารผลิตภัณฑ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

 1.มีกลุ่มอาชีพปลาเค็มฝังทราย  จำนวน 1 กลุ่ม

2.มีกลุ่มแปรรูปปลา

3.มีกลุ่มประดิษฐผลิตภัณฑ์จากหอย เช่น โมบาย

4.มีกลุ่มโฮมเตย์ต้อนรับนักท่องเที่ยว

 

1.ไม่มีศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน ต่างคนต่างขาย

2.นักท่องเที่ยวที่ไปเช้าเย็นกลับ  ไม่สะดวกที่จะซื้อของฝาก

 -สร้างศูนย์แสดงสินค้า  OTOP

 

3.

การเพิ่มขีดความสามารถผู้นำชุมชน

กลยุทธ์ ™ 1.  เพิ่มศักยภาพผู้นำชุมชนในการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ

1.มี กม. 1 คณะ  15  คน

2.มีคณะกรรมการ กลุ่มน้ำยาเอนกประสงค์

3.มีกลุ่มแปรรูปอาหารทะเล

4.มีกลุ่มอนุรักษ์หอยมือเสือ

1.มีการประชุมหมู่บ้าน

2.ขาดแกนนำในการจัดการปัญหาต่าง ๆ

ฝึกทักษะผู้นำต้นแบบการบริหารงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 

4.

การขับเคลื่อนแผนชุมชน

กลยุทธ์ ™ 1.  พัฒนากลไกการขับเคลื่อนแผนชุมชนและกระบวนการบูรณาการแผนชุมชน

          ™ 2.  พัฒนาระบบรับรองมาตรฐานแผนชุมชน

1.มีแผนชุมชน

 

1.แผนชุมชนบางส่วนเป็นแผนขอรับงบประมาณ

2.ห้าหน่วยงานหลักเช่น กศน อบต.เป็นต้นขาดการบูรณาการ ขับเคลื่อนแผนชุมชนน้อย

 

1.จัดเวทีแผนชุมชน

2.ขับเคลื่อนแผนชุมชน(ห้าเสือทัวร์ชุมชน)

5.

การจัดการความรู้ของชุมชน

กลยุทธ์ ™ 1.  การจัดการความรู้ข้อมูลพื้นฐานชุมชน (จปฐ. และกชช. 2ค)

          ™ 2.  ส่งเสริมกระบวนการจัดการความรู้ของชุมชน

มีภูมิปัญญาท้องถิ่น   เช่นการต่อเรือ การทำปลาเค็มฝังทราย การทำชังเชือก เป็นต้น

 มีคนเก่งแต่งไม่มีการถ่ายทอด  และรวบรวมความรู้

 

 

1.รวบรวม/บันทึกภูมิปัญญาท้องถิ่น

2.จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบ

 

 สรุปผลการดำเนินงานตามแผนปฎิบัติงาน

                     การสรุปผลการดำเนินงานตาม  แผนปฎิบัติงานริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน   “พช.ชุมพร รวมพลังสร้างสรรค์ความรู้ มุ่งสู่ชุมชน”   เป็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน   ตามวิสัยทัศน์  "กรมการพัฒนาชุมชนเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมการบริหารจัดการชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน"    โดยมี พันธกิจ สร้างพลังชุมชน  สร้างระบบจัดการความรู้   สร้างระบบการบริหารจัดการชุมชน เป้าหมาย  ชุมชนเข้มเเข็ง ประชาชนพึ่งตนเองได้ ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตดี มีความสุข  สำหรับจังหวัดชุมพร  สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดชุมพร มอบหมายให้พัฒนากรกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ 1.การพัฒนาทุนชุมชน2.การพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนให้เข้มแข็ง3.การเพิ่มขีดความสามารถของผู้นำชุมชน4.การขับเคลื่อนแผนชุมชน5.ส่งเสริมการจัดการความรู้ของชุมชนพัฒนากรตำบลบางน้ำจืดจ.ส.ต.วิชิต    กัลยาณวัตร นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ  สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอหลังสวน  จังหวัดชุมพร มีการเขียนโครงการแบบย่อ  มีแผนปฎิบัติงานตามข้อเสนอโครงการ ชุมชนหมู่ที่ 14 บ้านเกาะพิทักษ์ ตำบลบางน้ำจืด อ.หลังสวน  จ.ชุมพร และนำไปปฎิบัติในพื้นที่จริง  เพื่อให้เกิดนวัตกรรมในงานพัฒนาชุมชน  การสรุปผลโครงการทั้งหมด มีภาคประชาชน   หน่วยงานภาคีการพัฒนา  ภาคเอกชน  และสื่อมวลชนทุกท่าน ที่มีส่วนสำคัญให้งานมีกระบวนการทำงานที่เป็น Best Practiceครบ  5 ประเด็นยุทธศาสตร์

สรุปผลการดำเนินงานตามแผนปฎิบัติงาน

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1       การพัฒนาทุนชุมชน

กลยุทธ์ที่1.เสริมสร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการทุนชุมชนให้มีประสิทธิภาพ (Financial)

โครงการออมด้วยใจภักดิ์ รักในหลวง (ออมในกระบอกไม้ไผ่)

                 จากวัตถุประสงค์ของโครงการ  เพื่อออมด้วยใจภักดิ์ รักในหลวงเพื่อเทิดไท้องค์ราชัน เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554  และ เพื่อฝึกให้ชาวบ้านมีความซื่อสัตย์ มีวินัย รู้จักและมีนิสัยในการออม ชุมชนหมู่ที่ 14 บ้านเกาะพิทักษ์ ตำบลบางน้ำจืด อ.หลังสวน  จ.ชุมพร บางช่วงนั้นชาวบ้านก็จะมีรายได้มาก สามารถเก็บออมได้ ผู้นำท้องถิ่นร่วมกับพัฒนากรตำบลบางน้ำจืดจึงคิดหาวิธีการออมให้กับชาวบ้าน โดยการทำโครงการกระบอกไม้ไผ่ใส่เหรียญ  ส่งเสริมให้คนในชุมชนสามารถดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงสอดคล้องกับวิถีชีวิต คือ ใช้จ่ายอย่างประหยัด รู้จักเก็บ รู้จักออม มีน้อยใช้น้อย  มีการใช้วิถีชีวิตด้วยการเอื้ออารีต่อกัน ให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการของหมู่บ้าน การเตรียมความพร้อมการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันของคนในชุมชน  ออมสินกระบอกไม้ไผ่  กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและตัวแทนประชาชน เพื่อร่วมกันรณรงค์และเปิดโครงการมหกรรมออมทรัพย์  เพื่อเทิดไท้องค์ราชัน เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554   ออมร่วมกันตลอดทั้งปีทั้งนี้ประชาชนในหมู่บ้านที่ 14 บ้านเกาะพิทักษ์ ตำบลบางน้ำจืด อ.หลังสวน  จ.ชุมพร มีความตื่นตัวอย่างมากในการเข้าร่วมโครงการมหกรรมออมทรัพย์  ด้วยซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อปวงชนชาวไทย ดูแลทุกข์สุขของประชาชนมาอย่างยาวนาน ซึ่งประชาชนหมู่บ้านที่ 14 บ้านเกาะพิทักษ์ ตำบลบางน้ำจืด อ.หลังสวน  จ.ชุมพรพร้อมใจเข้าร่วมโครงการฯอย่างพร้อมเพรียงถือว่าเป็นอีกสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีและความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ พ่อหลวงหลวงแห่งปวงชนชาว   

ผลการดำเนินงาน

ชุมชนเกาะพิทักษ์มีกิจกรรมการออมที่หลากหลายขึ้น  มีสมาชิกออมในกระบอกไม้ไผ่ จำนวน.42คน  มีเงินออมจำนวน1,500.บาท  มีการวางแผนการจัดสวัสดิการชุมชนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้แก่สมาชิก

กระบวนการทำงานที่เป็น Best Practiceครบ  ประเด็นยุทธศาสตร์   1      การพัฒนาทุนชุมชน

 

มีการเชื่อมโยงการออมในกระบอกไม้ไผ่  กับกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เป็นการ

พัฒนากลุ่มออมทรัพย์ที่เข้มแข็งอีกรูปแบบหนึ่ง ให้เป็นสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน

มีการประสานเชื่อมโยงกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง กับกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตให้ดำเนินการสอดคล้องกันโดยให้ชุมชนเป็นกลไกในการตัดสินใจเพื่อดำเนินงานร่วมกัน

เป้าประสงค์ ชุมชนมีการบริหารจัดการทุนชุมชนอย่างมีคุณภาพ  ทำให้คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้น

 มีการจัดทำป้ายศูนย์แสดงสินค้า  OTOP  และมีการก่อสร้างอาคารศูนย์แสดงสินค้า  OTOP  

ผลการดำเนินงาน

                   จากโครงการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์  ได้ เป็นแนวทางประการหนึ่ง ที่จะสร้างความเจริญแก่ชุมชน ให้สามารถยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของคนในชุมชนเกาะพิทักษ์ให้ดีขึ้น โดยการผลิตหรือจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ให้กลายเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่ สอดคล้องกับวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น สามารถจำหน่ายในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ   ในปัจจุบันเกาะพิทักษ์ รู้จักในหม่นักท่องเที่ยวว่าเป็นหม่บ้านโฮมสเตย์  เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างประเทศ ดังนั้นโครงการศูนย์แสดงสินค้า  OTOP  เป็นโครงการสำคัญที่จะสร้างรายได้ให้กับประชาชนชาวเกาะพิทักษ์  เพื่อสร้างผลทางเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งจากการบริการด้านการท่องเที่ยว และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ มีผลิตภัณฑ์ที่เข้าร่วมโครงการ  ดังนี้

1.ปลาเค็มหมกทราย ปลาเค็มฝังทราย อาหารแห้งประเภทปลาเค็ม ที่คนท้องถิ่นทำกัน ด้วยภูมิปัญญาของท้องถิ่นที่ไม่เหมือนกันกับที่อื่นๆ นั่นคือ ชาวบ้านจะเอาปลาหมักไว้ในทรายจนได้ที่จึงนำขึ้นมา ซึ่งจะได้ปลาเค็มที่แห้งกำลังดี อีกทั้งยังสะอาดปราศจากแมลงวันตอมอย่างแน่นอน

มีการถอดบทเรียน องค์ความรู้  องค์ความรู้ภูมิปัญญาในด้าน การทำปลาอินทรีย์เค็มหมกทราย ซึ่งถือเป้นของดีของชุมชน เนื่องจากทำจากปลาอินทรีย์แท้ สดๆจากทะเล ผ่ามกรรมวิธีการหมักด้วยเกลือและห่อด้วยพลาสติก ก่อนที่จะนำไปฝังทรายที่ชายหาดเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน ทำให้ได้ปลาอินทรีเค็มที่มีรสชาติกลมกล่อม และมีกลิ่นหอม นักท่องเที่ยวซื้อของดีของเกาะพิทักษ์เป็นของฝากติดไม้ ติดมือ ไปฝากคนที่เรารัก

 2.ปลาหมึกตากแห้ง เป็นภมิปัญญาท้องถิ่นที่ทำให้อาหารเก็บไว้ได้นาน และสะอาด

 

 3.กลุ่มอาชีพทำของที่ระลึกจากเปลือกหอย มีการสร้างรายได้อย่างงดงามแก่สสมาชิกกลุ่ม



สรุปผลการดำเนินงานตามแผนปฎิบัติงาน

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่  2    การพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนให้เข้มแข็ง 

กลยุทธ์ที่ 3.ส่งเสริมการบริหารผลิตภัณฑ์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โครงการศูนย์แสดงสินค้า  OTOP

              จากวัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อพัฒนาศูนย์แสดงสินค้า  OTOP  เกาะพิทักษ์  มีกิจกรรมที่สำคัญของโครงการ เช่น มีการอบรมกลุ่มเป้าหมาย


โดย พัฒนาชุมชนจังหวัดชุมพร ความคิดเห็น (0) | ดู (497)
สร้าง: 09 ก.ย. 2554 16:08 แก้ไข: 09 ก.ย. 2554 16:38


บ้านช่องพงษ์ ตำบลครน อำเภอสวี

หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านช่องพงษ์ ตำบลครน อำเภอสวี

 
หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

นายสุภัทร    ขจรมาศบุษป์  พัฒนากรตำบลครน  ตำแหน่งนักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ  สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสวี  จังหวัดชุมพร มีการเขียนโครงการแบบย่อปฎิบัติการในพื้นที่บ้านช่องพงษ์ ม.14  ต.ครน อ.สวี จ.ชุมพร  มีแผนปฎิบัติงานตามข้อเสนอโครงการ  และนำไปปฎิบัติในพื้นที่จริง  เพื่อให้เกิดนวัตกรรมในงานพัฒนาชุมชน  การสรุปผลโครงการทั้งหมด มีภาคประชาชน   หน่วยงานภาคีการพัฒนา  ภาคเอกชน  และสื่อมวลชนทุกท่าน ที่มีส่วนสำคัญให้งานมีกระบวนการทำงานที่เป็น Best Practice ที่เชื่อมกับทุกประเด็นยุทธศาสตร์  เกิดความเข้มแข็งให้กับชุมชน  โดยดำเนินงานในลักษณ์ต่อยอดโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบโครงการ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา  มั่งมี ศรีสุข   บ้านช่องพงษ์  หมู่ที่  14 ตำบล ครน  อำเภอสวี  จังหวัดชุมพร   คำขวัญ  หมู่บ้าน  “ภูผาสวย  ห้วยน้ำใส  มีสระใหญ่ น้ำใจงาม  หมู่บ้านน่าอยู่  ผู้คนน่ารัก” 

               โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเฉลิมพระเกียรติผลผลิตที่ 2  การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานรากให้มีความมั่นคง กิจกรรมหลัก     ส่งเสริมและพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง  หน่วยงานรับผิดชอบ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสวี หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา  มั่งมี ศรีสุข   บ้านช่องพงษ์  หมู่ที่  14 ตำบล ครน  อำเภอสวี  จังหวัดชุมพร   หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ  มั่งมี ศรีสุข  เป็นหมู่บ้านที่ส่งเสริมให้ประชาชน น้อมนำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต  ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของประชาชนและชุมชน  ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำชุมชน เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมพัฒนาตนเองและพัฒนาชุมชนไปพร้อม ๆ กับ ร่วมกันคิด  ตัดสินใจ และรับผิดชอบในการบริหารจัดการกิจกรรมต่าง ๆ ตามแผนการดำเนินงานที่กำหนด

          หมู่บ้าน เศรษฐกิจ พอเพียง ต้นแบบ มั่งมี ศรีสุข  สามารถดำเนินวิถีชีวิตได้ตามแนวทาง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างสมบูรณ์  ก็ต้องมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ประสบการณ์องค์ความรู้  ภูมิปัญญา  ทัศนคติ แนวคิดต่าง ๆ กับภายนอกชุมชน เพื่อนำมาประยุกต์ และปฏิบัติ    ได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยมุ่งเน้นการจัดสวัสดิการชุมชนเช่น กองทุนปุ๋ยหมักชุมชน กลุ่มฌาปนกิจหมู่บ้าน กองทุนกลุ่มสตรี เป็นต้น

            ชุมชนบ้านช่องพงษ์  หมู่ที่  14 ตำบล ครน  อำเภอสวี  จังหวัดชุมพร   ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการระดับจังหวัดชุมพร ผลการตัดสิน ชนะเลิศ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอพียง อยู่เย็น เป็นสุข    ดีเด่น ระดับจังหวัดชุมพร ปี พ.ศ.2554

จุดเรียนรู้ชุมชนชุมชน

 

 

 

 

-การพัฒนาศักยภาพครอบครัวพัฒนา  ให้มีทักษะพัฒนาเป็นจุดเรียนรู้

-การจัดทำป้ายจุดเรียนรู้   มีพัฒนาศักยภาพครอบครัวพัฒนาสู่จุดเรียนรู้ชุมชนบ้านช่องพงษ์  หมู่ที่  14 ตำบล ครน  อำเภอสวี  จังหวัดชุมพร  จำนวน 3 จุดเรียนรู้

จุดเรียนรู้ที่ ๑    เรียนรู้การทำปุ๋ยหมักคุณภาพสูง  และวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงครอบครัวพัฒนา              นายสาโรจน์    วีระวงศ์  บ้านเลขที่ 98/1         หมู่ที่ ๑๔  ตำบลครน อ.สวี จ.ชุมพร 

 
 

ครอบครัวพัฒนาดีเด่น ทางเศรษฐกิจพอเพียง มีส่วนสำคัญทำให้บ้านช่องพงษ์  หมู่ที่  14 ตำบล ครน  อำเภอสวี  จังหวัดชุมพร เป็นหมู่บ้านที่ได้รับรางวัลชนะเลิศหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง อยู่เย็น เป็นสุขระดับอำเภอสวีประจำปี 2554 และมีกิจกรรมดีเด่น เช่น  ครอบครัวพัฒนาผลิตปุ๋ยหมักคุณภาพสูง การปลูกผักไร้สารพิษ เป็นต้น   พัฒนาเป็นจุดเรียนรู้ชุมชน

จุดเรียนรู้ที่ ๒    เรียนรู้การประหยัดพลังงาน  และผลิตภัณฑ์พลังงาน

ครอบครัวพัฒนา นายชำนิ     พ่วงแม่กลอง  บ้านเลขที่ 15/1    หมู่ที่ ๑๔  ต.ครน อ.สวี จ.ชุมพร  

 

จุดเรียนรู้ที่ ๓    เรียนรู้บ่อหมักแก๊ซชีวภาพ บอลลูน

ครอบครัวพัฒนา นายสมใจ   อินทร์พรหม   บ้านเลขที่ 18       หมู่ที่ ๑๔  ต.ครน อ.สวี จ.ชุมพร

         หมู่บ้านหรือชุมชนมีการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับศักยภาพของหมู่บ้านหรือชุมชน  มาใช้ในการพัฒนาหมู่บ้านในบ่อหมักแก๊ซชีวภาพ บอลลูน  ซึ่งสามารถขยายไปได้อีกหลายครัวเรือน

                                                                                  

โครงการพัฒนาศักยภาพครอบครัวพัฒนาสู่จุดเรียนรู้ชุมชนบ้านช่องพงษ์  หมู่ที่  14 ตำบล ครน  อำเภอสวี  จังหวัดชุมพรความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์    ความพร้อมของโครงกาเชื่อมโยงกับประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 การจัดการความรู้ของชุมชน  ผู้เกี่ยวข้องกับโครงการนี้(stakeholders)หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการนี้

1.ผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการหมู่บ้าน บ้านช่องพงษ์หมู่ที่ 14   ตำบลครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร

2.พัฒนากรตำบลครน

3.หมอดินอาสา  บ้านช่องพงษ์ หมู่ที่ 14  ตำบลครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร

4.ประชาชนบ้านช่องพงษ์หมู่ที่ 14    ตำบลครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร

5.พลังงานจังหวัดชุมพร

6.คณะกรรมการศูนย์เรียนรู้ชุมชน

7.ครอบครัวพัฒนาบ้านช่องพงษ์ หมู่ที่14   ตำบลครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร


โดย พัฒนาชุมชนจังหวัดชุมพร ความคิดเห็น (0) | ดู (509)
สร้าง: 09 ก.ย. 2554 15:14 แก้ไข: 09 ก.ย. 2554 15:14


ชุมพรรวมพลังสร้างสรรค์ความรู้มุ่งสู่ชุมชน "บ้านช่องพงษ์"

ในการสรุปผลการดำเนินงานตาม  แผนปฎิบัติงานริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน   “พช.ชุมพร รวมพลังสร้างสรรค์ความรู้ มุ่งสู่ชุมชน”   เป็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน   ตามวิสัยทัศน์  "กรมการพัฒนาชุมชนเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมการบริหารจัดการชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน"    โดยมี พันธกิจ สร้างพลังชุมชน  สร้างระบบจัดการความรู้   สร้างระบบการบริหารจัดการชุมชน เป้าหมาย  ชุมชนเข้มเเข็ง ประชาชนพึ่งตนเองได้ ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตดี มีความสุข  สำหรับจังหวัดชุมพร  สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดชุมพร มอบหมายให้พัฒนากรศึกษาประเด็นยุทธศาสตร์ กรมการพัฒนาชุมชน  5 ประเด็น

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 1.การพัฒนาทุนชุมชน

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2.การพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนให้เข้มแข็ง

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3.การเพิ่มขีดความสามารถของผู้นำชุมชน

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4.การขับเคลื่อนแผนชุมชน

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5.ส่งเสริมการจัดการความรู้ของชุมชน

                               นายสุภัทร    ขจรมาศบุษป์  พัฒนากรตำบลครน  ตำแหน่งนักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ  สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสวี  จังหวัดชุมพร มีการเขียนโครงการแบบย่อปฎิบัติการในพื้นที่บ้านช่องพงษ์ ม.14  ต.ครน อ.สวี จ.ชุมพร  มีแผนปฎิบัติงานตามข้อเสนอโครงการ  และนำไปปฎิบัติในพื้นที่จริง  เพื่อให้

เกิดนวัตกรรมในงานพัฒนาชุมชน  การสรุปผลโครงการทั้งหมด มีภาคประชาชน   หน่วยงานภาคีการพัฒนา  ภาคเอกชน  และสื่อมวลชนทุกท่าน ที่มีส่วนสำคัญให้งานมีกระบวนการทำงานที่เป็น Best Practice ที่เชื่อมกับทุกประเด็นยุทธศาสตร์  เกิดความเข้มแข็งให้กับชุมชน  โดยดำเนินงานในลักษณ์ต่อยอดโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบโครงการ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา  มั่งมี ศรีสุข   บ้านช่องพงษ์  หมู่ที่  14 ตำบล ครน  อำเภอสวี  จังหวัดชุมพร   คำขวัญ  หมู่บ้าน  “ภูผาสวย  ห้วยน้ำใส  มีสระใหญ่ น้ำใจงาม  หมู่บ้านน่าอยู่  ผู้คนน่ารัก” 

               โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเฉลิมพระเกียรติผลผลิตที่ 2  การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานรากให้มีความมั่นคง กิจกรรมหลัก     ส่งเสริมและพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง  หน่วยงานรับผิดชอบ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสวี หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา  มั่งมี ศรีสุข   บ้านช่องพงษ์  หมู่ที่  14 ตำบล ครน  อำเภอสวี  จังหวัดชุมพร   หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ  มั่งมี ศรีสุข  เป็นหมู่บ้านที่ส่งเสริมให้ประชาชน น้อมนำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต  ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของประชาชนและชุมชน  ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำชุมชน เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมพัฒนาตนเองและพัฒนาชุมชนไปพร้อม ๆ กับ ร่วมกันคิด  ตัดสินใจ และรับผิดชอบในการบริหารจัดการกิจกรรมต่าง ๆ ตามแผนการดำเนินงานที่กำหนด

          หมู่บ้าน เศรษฐกิจ พอเพียง ต้นแบบ มั่งมี ศรีสุข  สามารถดำเนินวิถีชีวิตได้ตามแนวทาง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างสมบูรณ์  ก็ต้องมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น  ประสบการณ์องค์ความรู้  ภูมิปัญญา  ทัศนคติ แนวคิดต่าง ๆ กับภายนอกชุมชน เพื่อนำมาประยุกต์ และปฏิบัติ    ได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยมุ่งเน้นการจัดสวัสดิการชุมชนเช่น กองทุนปุ๋ยหมักชุมชน กลุ่มฌาปนกิจหมู่บ้าน กองทุนกลุ่มสตรี เป็นต้น

            ชุมชนบ้านช่องพงษ์  หมู่ที่  14 ตำบล ครน  อำเภอสวี  จังหวัดชุมพร   ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการระดับจังหวัดชุมพร ผลการตัดสิน ชนะเลิศ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอพียง อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่น ระดับจังหวัดชุมพร ปี พ.ศ.2554

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่  1  การพัฒนาทุนชุมชน

กลยุทธ์ที่1.เสริมสร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการทุนชุมชนให้มีประสิทธิภาพ (Financial)

โครงการระดมทุนกลุ่มปุ๋ยหมัก หมู่บ้านเศรษฐกิจ

ผลการดำเนินงาน

              พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ ทรงพระราชทาน "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งเป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน ที่สอดคล้องกับสภาพภูมิสังคม และสร้างภูมิคุ้มกัน แห่งการดำเนินชีวิตในบริบทของสังคมชนบทไทยอย่างยิ่ง"กรมการพัฒนาชุมชน" จึงน้อมนำพระอัจฉริยภาพดังกล่าวมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนภารกิจในการพัฒนาชนบท โดยได้กำหนดกลยุทธ์ การพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ เพื่อให้ประชาชนในชนบทมีภูมิคุ้มกันที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจ และสังคมทั้งภายในและภายนอกโดยส่งเสริมให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่ง อยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างสันติสุข และอยู่ร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลและยั่งยืน   "กรมการพัฒนาชุมชน" จึงมีความ มุ่งมั่นที่จะขยายผลการดำเนินงานให้แผ่ลงไปทั่วทุกพื้นที่ โดยมีความหวังว่าจะให้ชุมชนเรียนรู้ความสำเร็จจากชุมชนเอง และเลือกแนวทางในการ พัฒนาตนเอง ดังนั้น ในปี 2554 กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้ยกระดับ การส่งเสริมหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา โดยส่งเสริมให้เป็นโครงการหลักของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย  บ้านช่องพงษ์หมู่ที่ 14   ตำบลครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เป็นหมู่บ้านเป้าหมายในการพัฒนา มีความสำคัญในการระดมทุนกลุ่มปุ๋ยหมัก หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

          การพัฒนาทุนกลุ่มปุ๋ยหมักเพื่อระดมทุน  โดยให้ครอบครัวพัฒนาสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มปุ๋ยหมัก ซึ่งเป็นกิจกรรมของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงกลุ่มปุ๋ยหมัก หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง  บ้านช่องพงษ์หมู่ที่ 14   ตำบลครน อำเภอสวี จังหวัดชุมพร มีทุนดำเนินการ 1 กลุ่ม
 

กิจกรรมที่สำคัญของโครงการ

1.สมาชิกผู้เข้าโครงการต้องลงหุ้นเพื่อร่วมกิจกรรมกลุ่มปุ๋ยหมัก  ได้สมาชิกทั้งหมด 40  คน  เงินหุ้นจำนวน6,900  บาท
2.เมื่อได้สมาชิก ได้ดำเนินการคัดเลือกคณะกรรมการกองทุนปุ๋ยหมัก   แล้วประชุมกลุ่ม  เพื่อร่างระเบียบข้อบังคับ   เพื่อใช้ในการปฎิบัติงานต่อไป
3.ดำเนินการทำปุ๋ยหมัก โดยใช้แรงงาน จิตอาสา เพื่อความสามัคคีของคนในหมู่บ้าน

สมาชิกกลุ่มปุ๋ยหมัก  ที่ร่วมแรงร่วมใจ  เกิดการทำงานร่วมกัน เกิดความสามัคคี  ชุมชนบ้านช่องพงษ์  หมู่ที่  14 ตำบล ครน  อำเภอสวี  จังหวัดชุมพร   

นวัตกรรมงานพัฒนาชุมชน

การจัดสวัสดิการชุมชน  หมายถึง การจัดสวัสดิการชุมชนมีหลายรูปแบบ การทำปุ๋ยหมัก จะเน้นให้เฉพาะคนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน  เท่านั้นที่จะได้รับการจัดสวัสดิการชุมชน 

โลจิกโมเดล  หมายถึง เจ้าหน้าที่ของร้ฐบอกถึงผลที่ได้รับกับประชาชนก่อนที่เริ่มดำเนินงาน ทำให้ประชาชนมีโอกาสในการทบทวนความต้องการ  และโครงการแบบโลจิกโมเดลจะสนองตรงตามความต้องการ(รายละเอียดภาคผนวก)

ปัจจัยนำเข้า

OutputsOutputs

Outcomes -- Impactผลกระทบ -- ผล

 

Activitiesกิจกรรม

Participationการมีส่วนร่วม

Shortสั้น

Mediumปานกลาง

Longยาว

1.งบประมาณไม่ใช้

2.เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนอำเภอสวีและภาคีการพัฒนา

4.เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนอำเภอศูนย์ศึกษาฯนครศรีฯ

5.หมอดิน

6..ผู้นำท้องถิ่นและท้องที่

7.สมุดลงทะเบียนหุ้นกลุ่มปุ๋ยหมัก

8.ใบเสร็จรับเงิน

 

 

 

 

1.จัดทำแผนปฎิบัติการ

 

2.ประสานผู้นำท้องถิ่น

 

3.ให้การศึกษาเรื่องโลจิกโมเดล

4.ให้คำแนะนะการการระดมทุน

5.สรุปผล

6.ประเมินผล

 

1.พัฒนาชุมชนอำเภอสวี

2.ภาคีการพัฒนา

3.หมอดิน

4.ครอบครัวพัฒนา

5.คณะกรรมการกองทุนปุ๋ยหมัก

 

 

 

 

1.ครอบครัวพัฒนา

มีการลงหุ้น

2.กองทุนปุ๋ยหมักมีสมาชิกลงหุ้น

3.ครอบครัวพัฒนา

มีความรู้ด้าน

เศรษฐกิจพอเพียง

และบริหารจัดการ

ชุมชน

1.ครอบครัวพัฒนา

พออยู่พอกิน

2.ชุมชนสามารถ

บริหารจัดการ

กองทุนปุ๋ยหมัก

3.มีการต่อยอด

โครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา

จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

4.มีการขยายผล

ไปยังครัวเรือนอื่น ๆ

ในหมู่บ้าน

1.ครอบครัวพัฒนา

มั่งมีศรีสุข

2.ชุมชนขยายผลกองทุนปุ๋ยหมัก

ให้จัดสวัดิการฯ


โดย พัฒนาชุมชนจังหวัดชุมพร ความคิดเห็น (0) | ดู (532)
สร้าง: 09 ก.ย. 2554 11:08 แก้ไข: 09 ก.ย. 2554 15:08


พช. ชุมพร รวมพลังสร้างสรรค์ความรู้ มุ่งสู่ชุมชน "บ้านท่าตาเสือ"
คำสำคัญ:บ้านท่าตาเสือ มีจุดเน้นของการพัฒนามุ่งที่ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาการดำรงชีวิตของคนในชุมชน การจัดการกับปัญหาของชุมชน

 

หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงบ้านท่าตาเสือ ตำบลทะเลทรัพย์ อำเภอปะทิว

 
หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

 

หมู่ที่ ๑  บ้านท่าตาเสือ

ตำบลทะเลทรัพย์ อำเภอปะทิว  จังหวัดชุมพร

 โดย นางชลิดา  เกื้อบุญแก้ว

  นักวิชาการพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ 

 

ประวัติความเป็นมา

บ้านท่าตาเสือ  ตั้งอยู่หมู่ที่ 1  ตำบลทะเลทรัพย์   อำเภอปะทิว  เดิมทีชาวบ้านส่วนใหญ่ได้อพยพมาจาก  หมู่ที่ 2  ตำบลทะเลทรัพย์  และตำบลบางสน  มาอาศัยสร้างหลักปักฐานอยู่ริมคลองซึ่งเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์มาก   ทั้งสภาพดิน   น้ำ  เหมาะแก่การเพาะปลูก  และ บริเวณ ริมคลองมีต้นไม้ใหญ่   แผ่กิ่งก้านสวยงาม 1 ต้น   ชื่อต้นตาเสือ    ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า-เจ้าอยู่หัว  ได้มีพระราชบัญญัติ  ให้มีการจัดตั้ง  ผู้ปกครอง เพื่อการบริหารและปกครองบ้านเมือง  ได้มีการแต่งตั้งกำนัน  ผู้ใหญ่บ้านโดยผู้ใหญ่บ้านคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งมีชื่อว่า นายทิ้ง ดวงจำยาม    หลังจากและได้ตั้งชื่อหมู่บ้านใหม่   ตามสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชน  เนื่องจากพื้นที่บริเวณสองฝั่งคลองมีต้นตาเสือขึ้นอยู่ทั่วไป   จึงตั้งชื่อ หมู่บ้านใหม่ว่า  “ ท่าตาเสือ”

วิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาหมู่บ้านท่าตาเสือ 

1.  มีผู้นำชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนให้ความเคารพนับถือผู้นำชุมชน  ปราชญ์ชาวบ้าน    มีกลุ่ม/องค์กรชุมชน เข้มแข็ง เช่น  กลุ่มกองทุนหมู่บ้าน,  กลุ่มแก้ไขปัญหาความยากจน(กขคจ.)  กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.),กลุ่มคณะกรรมการพัฒนาสตรีหมู่บ้าน(กพสม.) ,และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

2. ชุมชนมีความสามัคคี พึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน วิถีชีวิตยังมีการสืบทอดประเพณีวัฒนธรรม และการอนุรักษ์ธรรมชาติ ดั้งเดิม

3. อาชีพหลักคือการทำสวนปาล์มน้ำมันและยางพารา    อาชีพรองคือสวนผสมและรับจ้าง  อาชีพเสริมคือเลี้ยงสัตว์ ,ปลูกผัก และการค้าขาย และรับจ้างทั่วไป   ซึ่งสร้างรายได้และเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิม และ  สร้างเสริมความสัมพันธ์ในชุมชน รวมถึงถ่ายทอดสู่เยาวชนรุ่นหลังได้

4. น้ำเพื่อการเกษตร มีอย่างเพียงพอใช้ตลอดทั้งปี ถือว่าเป็นหมู่บ้านที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่มากเนื่องจากมีแหล่งน้ำธรรมชาติและฝายกั้นน้ำเพื่อกักเก็บน้ำ

5. คุณภาพของดิน   ไม่ถึงกับเสื่อมโทรมมาก  ซึ่งเกิดจากการใช้สารเคมีสะสม  ขาดการบำรุงดิน           ปลูกพืชบำรุงดิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิต  แต่ภายหลังได้มีการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยน้ำชีวภาพ   

6.เยาวชนในหมู่บ้าน ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น สิ่งที่ชุมชนวิตก คือ เยาวชนเริ่มห่างเหินจากวิถีชีวิตท้องถิ่นดั้งเดิม มีค่านิยมตามกระแสสังคมบริโภค เนื่องจากการสื่อสารเทคโนโลยีที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว   แม้จะมีการสืบสานวัฒนธรรม และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นแก่เยาวชน  แต่ก็ยังเป็นส่วนน้อยที่ให้ความสนใจ   

     จุดแข็งข้อดี/สิ่งดีของชุมชน

       มีบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ที่ประสบผลสำเร็จสามารถเป็น  แบบอย่าง ให้กับคนในชุมชน

        ด้านเศรษฐกิจ  มีกลุ่มกองทุนหมู่บ้าน กลุ่มกองทุน กข.คจ.

        มีทรัพยากรธรรมชาติที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และปรับปรุงเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะชน

        ด้านภูมิปัญญาชุมชน  มีหมอยาสมุนไพรที่มีความสามารถให้การช่วยเหลือชุมชนในด้านสมุนไพร 

  จุดด้อย/ข้อเสีย ของชุมชน

         ขาดการมีส่วนร่วมในการจัดทำกิจกรรมของชุมชน

         ไม่มีการประกันราคาพืชผลทางการเกษตร

          การนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยวดินเสื่อมคุณภาพเพราะใช้สารเคมีมาก

          ประชาชนเป็นหนี้มากเพราะต้นทุนการในการประกอบอาชีพสูง

  โอกาส/ช่องทางในการพัฒนาของชุมชน

      มีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ใช้ในการบริโภคและอุปโภคและเพื่อการเกษตร

      มีแหล่งเงินทุนจากกองทุนหมู่บ้านและกองทุน กข.คจ. เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ             

       ชุมชนดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 

       อุปสรรค/ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกชุมชน

        ไม่มีการประกันราคาผลผลิตทางการเกษตร

        ประชาชนมีทัศนะคติแบบเดิม ๆ ต้องใช้เวลาในการกระตุ้น  ส่งเสริมให้เกิดทัศนะคติที่ดี

         ขาดเงินทุนที่จะสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

 

การกำหนดอัตลักษณ์ของหมู่บ้าน/ชุมชน (Identity)

   “  หมู่บ้านอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ  นำวิถีเศรษฐกิจพอเพียง  สู่ความยั่งยืน

 

 การพัฒนาชุมชนสู่การเปลี่ยนแปลงก้าวทันโลกยุคโลกาภิวิตน์

        1. เสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ในการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจำวันให้ครอบคลุม ทุกครัวเรือน สู่ชุมชน/สังคมที่ยั่งยืน   เช่นการทำกิจกรรม  ลดรายจ่าย   เพิ่มรายได้    การออมเงิน  การผลิตพลังงานทดแทนเป็นต้น

        2. รณรงค์ให้ทุกครัวเรือนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม การพัฒนาหมู่บ้าน  ปลุกจิตสำนึกแก่คน          ในชุมชน  เยาวชน  กระตุ้นให้เกิดความภาคภูมิใจในชุมชน  มีกิจกรรมเชิดชูเกียรติแก่ปราชญ์ชาวบ้าน ที่เป็นแบบอย่าง    การใช้วิถีชีวิตวัฒนธรรม   สืบทอดภูมิปัญญาแก่ชนรุ่นหลัง   สร้างแรงจูงใจ  จัดตั้งกลุ่มเยาวชนตัวอย่าง       มีกิจกรรมเข้าวัดพัฒนาจิตใจ   การเล่นกีฬาและฝึกลักษณะการเป็นผู้นำในสังคมให้มีคุณธรรม จริยธรรม

        3. ปรับปรุงและอนุรักษ์แหล่งน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติให้ใช้ประโยชน์ได้ตลอดปี            

       4. พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกแก่งคอย และป่าต้นน้ำพรุตาอ้าย เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงออนุรักษ์และแหล่งศึกษาพืชพันธ์ไม้ สัตว์ ที่อาศัยในป่าพรุตามระบบนิเวศวิทยา

5. รวมกลุ่มเพื่อสร้างกลุ่มอาชีพเสริม  กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน และศูนย์สาธิตตลาดชุมชน

                                                                                                                

พช. ชุมพร รวมพลังสร้างสรรค์ความรู้  มุ่งสู่ชุมชน

บ้านท่าตาเสือ หมู่ที่ ๑   ตำบลทะเลทรัพย์

อำเภอปะทิว   จังหวัดชุมพร

                โครงการริเริ่มสร้างสรรค์ คือ โครงการ พช. ชุมพร รวมพลังสร้างสรรค์ความรู้ มุ่งสู่ชุมชน เพื่อพัฒนาบุคลากร ตามยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมขน  ที่ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนให้มีความรู้  และทักษะ        ในการคิดเชิงระบบ และนำความรู้ที่ได้รับไปส่งเสริม และเสนอแนะ แกนนำชุมชนให้สามารถพัฒนาชุมชนตลอดจนสามารถแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้มแข็งในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

              จุดเริ่มจากการวิเคราะห์ชุมชนบ้านท่าตาเสือ  ร่วมด้วยผู้นำชุมชน ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน  เป็นการแลกเปลี่ยนความคิด มุมมอง  ทัศนคติ   เพื่อศึกษาดูถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น   ในช่วงต่างๆ ของชุมชน      ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางด้านวัฒนธรรม  ประเพณี  เศรษฐกิจ  การเมือง  ตลอดจนความสัมพันธ์ของกลุ่มบุคคล และทางสังคม       ผลกระทบที่มีอิทธิพลต่อปัจจัยภายในและภายนอกชุมชนและแยกแยะปัญหา ทำความเข้าใจกับปัญหา  และหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยความร่วมมือของคนในชุมชน     เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนา การเปลี่ยนแปลงทางด้านคุณภาพชีวิต ชุมชนเข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองได้อย่าง    ยั่งยืน  

           จากการวิเคราะห์ครั้งนี้พบว่า   ประชาชนในหมู่บ้านมีความผูกพันกันระบบเครือญาติจึงมีความช่วย        เหลือกัน   ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาตนเองและอาชีพ  คนในชุมชนสมัครเป็นสมาชิกกองทุน หมู่บ้าน        แต่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่ไม่พอกับรายได้    ผลมาจากการใช้จ่ายที่ฟุ้งเฟ้อขาดการวางแผนการใช้จ่าย  และ    ต้นทุนการทำ  เกษตรที่สูง      สถาบันครอบครัวมีความอบอุ่น  พ่อแม่อบรมบุตรหลานให้มีความรับผิดชอบ        ในการใช้ชีวิต    ประจำทุกวัน  สนับสนุนให้เด็กเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นอย่าเต็มกำลัง  ประชาชนในชุมชน         จะไป   ทำบุญและ   ปฏิบัติศาสนกิจ อยู่เป็นนิจ  ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในหมู่บ้านทุกครั้ง  และเข้าไป      ร่วมกิจกรรมเพื่อพัฒนาหมู่บ้าน  มีความรู้  ในการนำพืชผักสมุนไพรมาประกอบอาหาร การทำน้ำหมักชีวภาพ           จากเศษอาหาร    และสัตว์     ให้ความเคารพผู้สูงอายุด้วยการไหว้  ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา   จัดประเพณี      วันสงกรานต์    เข้าพรรษา     ออกพรรษา     ลอยกระทง     ประชาชนในหมู่บ้านมีความภูมิใจในชุมชนที่มี       ป่าพรุ่ตาอ้าย  เป็น        แหล่งต้นน้ำที่หล่อเลี้ยง  คนทั้ง 2  ตำบล     กว่า  1000  ครัวเรือนใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตร  อุปโภค    บริโภค  เป็นสถานที่ท่องเที่ยว      พักผ่อนและหาปลา  ให้ความอุดมสมบูรณ์ปราบเท่าทุกวันนี้  และมีการ   ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่บุตรหลาน      ด้วยการส่งเสริมการปลูกต้นไม้ อนุรักษ์แหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม          

                พช. ชุมพร รวมพลังสร้างสรรค์ความรู้ มุ่งสู่ชุมชน  ผู้รับผิดชอบโครงการมุ่งเน้นกระบวนการส่งเสริมหลักแนวความคิดการดำเนินชีวิตวิถีเศรษฐกิจพอเพียง    หลักการครองตนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจคนพอเพียง ส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้นำชุมชน /แกนนำ/กลุ่ม/องค์กร  ตลอดจนครัวเรือน  เกิดจิตสำนึกที่จะนำกระบวนการเรียนรู้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง   ไปใช้ในการครองตน ครองคน ครองงาน การเรียนรู้ และการถ่ายทอด   สืบทอด  ความรู้ดั้งเดิมจากบรรพบุรุษ จากรุ่นสู่รุ่น     การสร้างจิตสำนึกความภูมิใจในถิ่นกำเนิด ความเป็นคนไทย  ในชนบท วิถีชาวบ้าน ที่ตื่นนอนก่อนไก่  เข้านอนแต่หัวค่ำ   อยู่อย่างพอเพียง  ในการใช้ชีวิตให้น่าอยู่และมีสุข  สุขในใจ   ใจเป็นสุข  สุขแห่งความพอใจ และสุขที่เกิดจากการให้  เห็นผู้รับมีความสุข เราก็จะสุขใจ  โดยการพึ่งตนเองเป็นหลัก  การแบ่งปัน การมีคุณภาพชีวิตที่ดี     สู่การพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน  โดยการส่งเสิรมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง       

     ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

                “  เศรษฐกิจพอเพียง  เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตดลอดนานกว่า 25 ปี  ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ  และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไข เพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน  ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ  เศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศ        ที่มั่นคงและยั่งยืน

หลักแนวความคิดของเศรษฐกิจพอเพียง

                การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง  คือ  การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนฐานของทางสายกลางและความ

ไม่ประมาท  โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล  การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ  และคุณธรรม  ประกอบการวางแผน  การตัดสินใจ  และการกระทำ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  มีหลักพิจารณาอยู่   5    ส่วน   ดังนี้

               1.  กรอบแนวคิด   เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น  โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย  สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา  มุ่งเน้นการรอดพ้นจาก      ภัย และวิกฤตเพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา

                2.   คุณลักษณะ   เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ  โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง  และพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน

                3.   คำนิยาม   เศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วย   3   คุณลักษณะพร้อมๆ กัน  ดังนี้

                * ความพอประมาณ   หมายถึง   ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป  และไม่มากเกินไป  โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น  เช่น  การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

               * ความมีเหตุผล   หมายถึง   การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น  จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล  โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง  ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ

                * การมีถูมิคุ้มกันที่ดีในตัว   หมายถึง   การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ  และการเปลี่ยนแปลง

  ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ  ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

                4.   เงื่อนไข    การตัดสินใจและการดำเนินกิจการต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น  ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน   คือ

                * เงื่อนไขความรู้   ประกอบไปด้วยความรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน  ความรอบคอบที่จะนำความรู้มาใช้ในการวางแผน  และความระมัดระวังในขั้นตอนการปฏิบัติ

                * เงื่อนไขคุณธรรม   ที่จะต้องเสริมสร้าง  ประกอบด้วยมีความตระหนักในคุณธรรม  มีความซื่อสัตย์สุจริต  และมีความอดทน  มีความเพียรใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต 

                5.  แนวทางการปฏิบัติ / ผลที่คาดว่าจะได้รับ  จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอพียงมาประยุกต์ใช้     คือการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน  พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน  ทั้งด้านเศรษฐกิจ  สังคม  สิ่งแวดล้อม  ความรู้และเทคโนโลยี

 

 “ อยู่อย่างพึ่งตนเอง ชุมชนบ้านท่าตาเสือ

ครอบครัวและสมาชิกได้เรียนรู้วิถีพอเพียงโดยทำกิจกรรม  ลดรายจ่าย  เพิ่มรายได้  เพื่อให้เกิดการออม      การเรียนรู้  การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ   การเอื้ออารี การแบ่งปัน ดังนี้

ด้านการเงินในครัวเรือน      

  • จัดทำบัญชี  รับ – จ่าย ในครัวเรือน  เพื่อให้รู้ภาวะหนี้สิน  รายได้  รายจ่ายของครัวเรือน
  • ควบคุมการใช้จ่ายของครัวเรือน และวางแผนการใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ โดยจัดทำ    

                       แผนการใช้จ่ายเงินของครัวเรือน

  • สร้างวินัยการใช้เงิน และออมเงินส่วนที่เหลือจ่าย ไว้กับกลุ่มการเงินในชุมชน          

หรือสถาบันการเงิน

  • ไม่สร้างหนี้  ลดภาระหนี้สินของตนเอง  หรือไม่พยายามก่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
  • ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย  และรู้ทันกระแสบริโภคนิยม
  • พยายาม  ลด  ละ  เลิก  อบายมุข  

     

ด้านการลดรายจ่ายในครัวเรือนโดยทำกิจกรรมเพื่อ       

การบริโภคในครัวเรือนเองทำให้ครัวเรือนสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนให้ได้  ดังนี้

  • ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภคในครัวเรือน  เช่น ปลูกข้าว   ปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกิน     ได้   เลี้ยงไก่พื้นเมือง  เป็ด  ปลา  ไว้กินในครัวเรือน  โดยยึดหลัก  “  ปลูกทุกอย่างที่กิน  กินทุกอย่างที่ปลูก    และ    ใช้ทุกอย่าง ที่ทำ  ทำทุกอย่างที่ใช้ ”  
    • ปลูกพืชสมุนไพรรักษาโรค
    • ทำกิจกรรมเพื่อลดต้นทุนการผลิตในอาชีพหลัก  เช่น  ผลิตปุ๋ยชีวภาพ  ลดการใช้สารเคมีในการเกษตร เป็นต้น

ด้านการเพิ่มรายได้ 

  •  ครัวเรือนมีอาชีพเสริมประชาชนบ้านท่าตาเสือมีการประกอบอาชีพหลักคือ  เกษตรกรรม  

สวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน ทำสวนผสม   อาชีพเสริมสวนผลไม้ปลูกผักไว้ขาย และเลี้ยงสัตว์

  • ครัวเรือนมีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมครัวเรือน    มีการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือในการประกอบอาชีพ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในครัวเรือนที่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น ทำให้เกิดความคุ้มค่าและประหยัด เช่น การใช้ปุ๋ยชีวภาพในการเพาะปลูก   ลดต้นทุน            

ด้านการประหยัด 

  • ครัวเรือนมีการออมเงินกับกลุ่มกองทุนหมู่บ้าน มีการส่งเสริมให้ประชาชนในหมู่บ้านได้มี       

       การออมเพื่อสร้างอนาคตให้กับตัวเอง  เรียนรู้หลักการออม พยายามลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

       ใช้เงินน้อยกว่าที่หาได้   กันเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับอนาคต

  • ครัวเรือนมีการออมเงินกับสถาบันการมีการเงิน,สหกรณ์

 ด้านการเรียนรู้ 

  • ครัวเรือน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในชุมชนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์  ความรู้จากบรรพบุรุษ             สั่งสมมานานถ่ายทอดสู่ลูกหลานในชุมชน
          การประกอบอาชีพ     เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจ-พอเพียง    มีการอบรมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและมีการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในชีวิตประจำวัน   มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดหรือจัดเวทีการเรียนรู้หรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิด       การเรียนรู้ นำไปสู่ความเข้าใจ ในการดำรงชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเช่น  การปลูกพืชผัก สวนครัว การออม การประหยัดมีเหตุผลในการใช้จ่ายมากขึ้น  การลดรายจ่ายในการประกอบอาชีพด้วยการทำปุ๋ยอินทรีย์เพื่อลดต้นทุน   
  • อนุรักษ์และส่งเสริมประเพณี   ฝึกอบรมให้ความรู้เยาวชนได้มีจิตสำนึกอนุรักษ์ไว้ซึ่งวัฒนธรรม ประเพณี ตั้งแต่ ปู่ ย่า ตา ยาย รณรงค์และส่งเสริมประเพณีสงกรานต์เนื่องในวันผู้สูงอายุ คือ วันที่ 16 เมษายน ของทุกปี และมีพิธีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ และพิธีสงฆ์น้ำพระด้วย

 ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน 

  • ชุมชนใช้วัตถุดิบอย่างยั่งยืนในการประกอบอาชีพ  มีการวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน  และการส่งเสริมให้มีการใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพ
  • ชุมชนปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่นเป็นหมู่บ้านน่าอยู่  ชุมชนบ้านท่าตาเสือส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้  บริเวณป่าพรุ่ เป็นการอนุรักษ์แหล่งน้ำ ป่าไม้ และสัตว์ป่า    บริเวณบ้านเรือนมีการตกแต่งไม้ดอก          ไม้ประดับไว้สวนงามน่าอยู่อาศัย  และขยายผลให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านพืช พันธ์ไม้ นานาพันธ์แก่นักเรียน  เยาวชนผู้สนใจ

 ด้านการเอื้ออารี

  • ชุมชนดูแลช่วยเหลือกัน   ดูแลช่วยเหลือคนชราและคนพิการ คนด้วยโอกาส
  • ชุมชนรู้รักสามัคคี ร่วมมือร่วมใจกันในการดูแลรักษาความสงบในชุมชน เฝ้าระวังปัญหายาเสพติด ร่วมกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ มีการจัดทำแผนชุมชนและนำแผนไปสู่การปฏิบัติเพื่อการแก้ไขปัญหาชุมชนร่วมกันตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

                      จากการเรียนรู้และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

มาใช้ในการดำเนินชีวิตของครัวเรือน    ผู้จัดทำโครงการได้รณรงค์  ส่งเสริมให้ผู้นำชุมชน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการบริหารหารจัดการชุมชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ให้เกิดประสิทธิภาพ  มีความรู้  และความเข้าใจ  สามารถประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการบริหารจัดการชุมชน แก้ไขปัญหาให้           กับชุมชน  และพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้     โดยผู้นำชุมชนได้นำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง   มาประยุกต์ใช้   ในการบริหารจัดการชาชน   มีการกำหนดระเบียบแบบแผน กฎกติกา และวิถีปฏิบัติที่ฝัง        ไว้ในความเชื่อ และจารีตประเพณี   ของคนในชุมชน   ให้ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การจัดการ ดิน       น้ำ       ป่า และครัวเรือนหรือสังคม   เ พื่อการพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน  ดังนี้

              การจัดการดิน  ส่งเสริมให้คนในชุมชนรักษาที่ดินทำกินไว้ ให้คนมีที่ดินทำกิน  หวงแหน      ที่ดินของตนเอง  จะได้ไม่ต้องทิ้งบ้านถิ่นฐาน ไปแสวงบุญต่างแดน  ส่งเสริมให้มีการทำสวนแบบผสมผสาน       การเกษตรทษฤฎีใหม่    ลดการใช้สารเคมีที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และทำให้ดินเสื่อมสภาพ   โดยการส่งเสริม          ให้คนในชุมชนทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ,ปุ๋ยอินทรีย์นำมาใช้ในการเกษตรเพื่อปรับปรุงสภาพดิน  ให้มีคุณภาพที่ดี   ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น   มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น   ต้นทุนการผลิตลดต่ำลง

               การจัดการน้ำ   ชุมชนบ้านท่าตาเสือมีกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และให้ความ      สำคัญกับแหล่งน้ำ    ตระหนักอยู่เสมอว่า  ขาดไฟฟ้า   ขาดน้ำมัน  เรามีชีวิตอยู่ได้     แต่ถ้าชีวิตขาดน้ำเราคงอยู่     ไม่ได้           จากการหวงแหนและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ  โดยการบริหารจัดการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง  การเรียนรู้ และรักษาพื้นที่ป่าโดยจัดการน้ำไห้มีน้ำ  ไว้บนพื้นที่ป่าต้นน้ำ  เก็บน้ำด้วยป่า   ชะลอด้วยฝายต้นน้ำ  ใช้อุปโภคบริโภค   และการเกษตร     ที่หล่อเลี้ยงชาวบ้านในเขตพื้นที่ 2   ตำบล     8 หมู่บ้าน      กว่า 1.000 ครัวเรือน                สายน้ำไม่เคยเหือดแห้งไปจากลำธาร  ใช้หลักการบำบัดเยียวยาธรรมชาติหรือหล่อเลี้ยงระบบนิเวศ  อยู่คู่ชุมชน   แบบยั่งยืน

                การจัดการป่า  นำหลักการตามพระราชดำรัสการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง     ซึ่งทำให้เกิด      ป่า 3 อย่างได้แก่   ป่าเพื่อให้พออยู่อาศัย    ป่าเพื่อให้พอกิน   ป่าเพื่อให้พอใช้   ประโยชน์นอกจาก อยู่-กิน-ใช้แล้วเกิดความร่มเย็นเกิดความสมดุลของระบบนิเวศ  นำแนวทางดังกล่าว มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ทำกินให้เป็น  ไร่นาสวนผสม  ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในป่าชุมชนและขยายผลสู่เยาวชนเกิดกระบวนการเรียนรู้พฤกษชาติ  พันธ์ไม้และสัตว์ป่านา นา ชนิด  ปัจจุบันป่าต้นน้ำพรุตาอ้ายคงกลายเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบรูณ์   และเป็นแหล่งอาหาร เป็นแหล่งรายได้ให้แก่คนในชุมชนได้พึ่งพาตนเอง

               การจัดการครัวเรือน /สังคม ส่งเสริม สนับสนุนให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ มีปัจจัยที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตที่ดี  มีอาหาร พลังงาน ปัจจัยการผลิต และองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วิถีชาวบ้าน การแบ่งปันและการมีส่วนร่วมของชุมชน และการปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์   นำวิถีพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานแห่งความพอดี  ดังต่อไปนี้

  • ความพอดีทางจิตใจ
    • มีจิตใจเข้มแข็ง  พึ่งตนเองได้
    • มีจิตใจสำนึกที่ดี
    • เอื้ออาทร  ประนีประนอม
    • นึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
  • ความพอดีด้านสังคมและการเรียนรู้
    • ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
    • รู้จักสามัคคี
    • สร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน
    • ชุมชนสืบทอดและใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น                                               
    • ครัวเรือนเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในชีวิตประจำวัน
  • ความพอดีด้านเศรษฐกิจ
    • ลดรายจ่าย  เพิ่มรายได้  ใช้ชีวิตอย่างพอควร ลดละเลิกอบายมุข
    • คิดและวางแผนอย่างรอบคอบ  มีภูมิคุ้มกัน มีการออมทรัพย์ มีการทำอาชีพเสริม
    • ไม่เสี่ยงเกินไป  การเผื่อทางเลือกสำรอง การใช้พลังงานทดแทน
  • ความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    • รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมสอดคล้องต่อความต้องการและสภาพแวดล้อม
    • พัฒนาเทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้าน
    • ขยายผลก่อให้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก

                             การพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืนได้  ชุมชนได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคน  ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี    ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ส่งเสริมการการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน โดยการรณรงค์ และประชาสัมพันธ์ให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำและทวนแผนชุมชนผ่านเวทีประชาคมหมู่บ้านเพื่อร่วมกันคิด และหาแนวทางแก้ไขปัญหาของชุมชน  โดยมุ่งเน้นให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้   มีการกำหนดกิจกรรมที่พึ่งตนเองมากขึ้น มีกิจกรรมพึ่งตนเอง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30    

                                การบริหารจัดการชุมชนแบบมีส่วนร่วม การพึ่งตนเองและพึ่งพากันเองของคนในชุมชน      รวมถึงการพึ่งพาทุนทางสังคมเดิมของชุมชนท่าตาเสือ  คนในชุมชนช่วยกันคิดแผน/กิจกรรม ว่าชุมชนจะ             ทำอะไรด้วยตนเองได้บ้าง   จุดเริ่มเกิดจากคนในชุมชนพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น  ในเรื่องราวต่างๆ

ของคนในชุมชน   พบว่าปัญหาที่ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน เป็นปัญหาของส่วนรวมทางด้านสังคม  ปัญหา            ปากท้อง   การทำกิน    การพนัน    ป่าไม้ถูกทำลาย     จากข้อมูล เหล่านี้ชุมชนนำมาปรับสู่กระบวนการ

ทำแผนชุมชนพึ่งตนเอง  บ้านท่าตาเสือ   คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการร่วมคิด ร่วมค้นหาว่าจะทำอย่างไร

จะพึ่งตัวเองได้มากและพึ่งพาภายนอกเท่าที่จำเป็น  ชุมชนช่วยกันหาสาเหตุ และหาทางแก้ไข  ทำให้เกิดการ  เรียนรู้ขึ้นชุมชน  เกิดความรัก ความสามัคดี ชุมชนมีแผนชุมชนพึ่งตนเอง สามารถทำได้และปฏิบัติได้เอง        กว่าร้อยละ 30  กิจกรรม/โครงการที่บรรจุในแผนชุมชนพึ่งตนเอง ของบ้านท่าตาเสือ 

    แนวคิดการพัฒนาทุนชุมชน  บ้านท่าตาเสือ

                 จุดเริ่มเกิดจากผู้ใหญ่ถนอม  จินดาพรหม  ผู้ใหญ่นักพัฒนาหัวใจอรุรักษ์ มีแนวคิดในการดูแลรักษาป่าผืนนี้ไว้ตั้งแต่สมัยที่เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมาก่อน เพราะอยากอนุรักษ์ป่าผืนนี้ไว้ให้ลูกหลานเราได้เห็น

                   บ้านท่าตาเสือ       มีจุดเน้นของการพัฒนามุ่งที่ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาการดำรงชีวิตของคนในชุมชน  การจัดการกับปัญหาของชุมชน  และรักษ


โดย พัฒนาชุมชนจังหวัดชุมพร ความคิดเห็น (0) | ดู (398)
สร้าง: 08 ก.ย. 2554 11:35 แก้ไข: 12 ก.ย. 2554 09:25


การพัฒนาคุณภาพการจัดเก็บและบันทึกข้อมูล จปฐ.
คำสำคัญ:จปฐ.ชุมชนคือตัวจริง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่

                              แบบบันทึกองค์ความรู้

 

ชื่อ นามสกุล          นายโชคดี  ยิ่งล้ำ

 

ตำแหน่ง                 นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ

 

สังกัด                     สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร

 

เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก     ๐๘๗-๔๑๘๗๒๑๐

 

ชื่อเรื่อง                   การพัฒนาคุณภาพการจัดเก็บและบันทึกข้อมูล จปฐ.

 

เป็นการแก้ไขปัญหา/ความสำเร็จเกี่ยวกับ  การจัดเก็บและบันทึกข้อมูล จปฐ.

 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ    การจัดเก็บและบันทึกข้อมูล จปฐ. ปี ๒๕๕๔

 

สถานที่เกิดเหตุการณ์   ตำบลนากระตาม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร

 

เนื้อเรื่อง   ตำบลนากระตาม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร มีจำนวน ๑๑ หมู่บ้าน ๑,๓๐๐ ครัวเรือน  (โดยประมาณ) ลักษณะประชากรส่วนใหญ่ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นคนพื้นถิ่นดั้งเดิม ลักษณะทางสังคมยังมีความเป็นสังคมชนบท จึงค่อนข้างที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป ประชากรกรส่วนใหญ่เชื่อผู้นำ และเช่นเดียวกันผู้นำก็มีลักษณะความเป็นผู้นำตามระบบ  ในภาพรวมผู้เขียนมีความรู้สึกว่าประชาชนส่วนใหญ่ในตำบลนากระตามเขาไม่ค่อยมีปัญหาความเดือดร้อน ทุกครอบครัวอยู่ได้อย่างปรกติสุข

            สำหรับสภาพของการจัดเก็บและการบันทึกข้อมูล จปฐ. ตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูล การรับทราบปัญหา และการนำข้อมูลไปใช้ไม่ว่าจะในระดับหมู่บ้าน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามแนวทาง ขั้นตอน และวิธีการที่กรมการพัฒนาชุมชนให้การสนับสนุนส่งเสริมนั้น ปีที่ผ่านๆมาผู้เขียนเห็นว่าเป็นข้อมูลดีในเชิงปริมาณ คือ มีการจัดเก็บครบทุกครัวเรือน ทุกหมู่บ้าน หากครัวเรือนใดไม่มีการจัดเก็บก็จะมีเหตุผลอย่างชัดเจนจากผู้นำชุมชน การจัดเก็บและการบันทึกทันเวลาหรืออยู่ในระยะเวลาที่กำหนด ความดีในส่วนนี้ผู้เขียนให้เครดิตกับอดีตพัฒนากรผู้ประสานงานประจำตำบล (นางสาวดวงพร ลิ้มสวัสดิ์) และผู้นำชุมชนทุกคน เรื่องนี้เป็นข้อจริงนะครับไม่ใช่การเยินยอแต่อย่างใด เนื่องจากผู้เขียนพบคำชมจากผู้นำท้องถิ่นว่าพี่สาว (ดวงพร ลิ้มสวัสดิ์) ให้การแนะนำและติดตามสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ และในทางกลับกันพี่สาวก็ชมให้ผู้เขียนฟังก่อนที่จะเข้ามารับเป็นพัฒนากรผู้ประสานงานประจำตำบลนากระตามว่าผู้นำสนใจและรับผิดชอบในการจัดเก็บข้อมูล จปฐ. มากเช่นเดียวกัน ผู้เขียนจึงรู้สึกดีที่ได้เข้ามารับผิดชอบตำบลนากระตามในขณะนั้น

            ปี ๒๕๕๓ ผู้เขียนได้เข้ามาเข้ามารับผิดชอบประสานงานและสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูล จปฐ. ตำบลนากระตาม ทุกอย่างดีมาก เป็นไปตามที่คิดและที่เคยปฏิบัติกันมา ทำให้ผู้เขียนเกิดความคิดขึ้นมาทันทีว่า เป็นสถานการณ์ที่ดีที่จะทำให้เรามีเวลาและโอกาสที่จะพัฒนาระบบการจัดเก็บและบันทึกข้อมูล จปฐ.เชิงคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้เขียนได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลนี้อยู่แล้ว จึงได้คิดและลงมือค้นหาข้อบกพร่องและข้อผิดพลาดของข้อมูลในเชิงลึก ด้านคุณภาพข้อมูล ความถูกต้อง ความเที่ยงตรงตามข้อเท็จจริง โดยการดูจากรายงานตามโปรแกรมในมิติต่างๆ อย่างละเอียด แล้วนำรายละเอียดข้อมูลในส่วนที่คิดว่าน่าจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลรายบุคคล รายครัวเรือน รายหมู่บ้าน หรือในภาพรวมของตำบล เท่าที่ผู้เขียนค้นพบโดยสอบถามจากผู้นำชุมชน นำข้อมูลเข้าทำการทบทวนในเวทีประชาคมหมู่บ้าน และราษฎรทั่วไป บางส่วนเป็นข้อมูลที่ผู้เขียนรู้ข้อเท็จจริงด้วยตนเอง เนื่องจากเป็นคนในพื้นที่ จากการค้นหาดังกล่าวพบว่ามีข้อมูลผิดพลาดอีกมาก จึงได้นำข้อบกพร่องและผิดพลาดดังกล่าวเข้าสู่เวทีประชาคมตำบล เพื่อชี้ให้เห็นข้อเสียและผลกระทบอันเกิดจากข้อมูลไม่ถูกต้อง แล้วร่วมกันวิเคราะห์ว่าเกิดจากอะไรบ้างและจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร โดยใช้องค์ความรู้ในเรื่องการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลและสภาพจริงของชุมชนมาเป็นหลักในการวิเคราะห์ ผลสรุปจากเวทีประชาคมตำบลพบว่า มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ใน ๓ ขั้นตอน คือ

            ๑.ขั้นตอนของผู้ให้ข้อมูล เช่น การไม่ให้ความสำคัญไม่สนใจที่จะให้ข้อมูล และการปิดบังข้อมูล

            ๒.ขั้นตอนของผู้เก็บข้อมูล เช่น ไม่ให้ความสำคัญ และไม่เข้าใจข้อคำถามที่ถูกต้อง

            ๓.ขั้นตอนของการบันทึกข้อมูล เช่น บันทึกข้อมูลไม่ครบถ้วนและไม่ตรงกับข้อมูลในแบบสอบถาม

            ปี ๒๕๕๔ การจัดเก็บและบันทึกข้อมูล จปฐ. จึงได้กระทำใน ๓ ขั้นตอนดังกล่าวโดยขั้นตอนที่ ๑. ให้ทุกหมู่บ้านไปประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับครัวเรือนให้ตระหนักถึงประโยชน์ของข้อมูล จปฐ. ด้วยวิธีการต่างๆ ที่หมู่บ้านเห็นว่าเหมาะสมทำให้ครัวเรือนอยากให้ข้อมูล ขั้นตอนที่ ๒. ประชุมชี้แจงผู้จัดเก็บข้อมูลทุกคนให้เข้าใจและตระหนักถึงความผิดพลาดของข้อมูลและทำความเข้าใจข้อคำถามอย่างละเอียดถูกต้อง ขั้นตอนที่ ๓. ให้มีการบันทึกข้อมูล จปฐ.ในหมู่บ้าน โดยสอนแนะผู้นำหรือลูกหลานในการบันทึก ซึ่งในขั้นตอนที่ ๓. นี้จะได้ผลมาก พบว่าในการที่หมู่บ้านบันทึกข้อมูลเองจะได้มีการทบทวนข้อมูลอย่างละเอียดทุกข้อ หากข้อมูลในข้อใดไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องก็จะได้ย้อนกลับไปแก้ไขและปรับปรุงทันที

 

บันทึกขุมความรู้ (Knowledge  Assets)

          ข้อมูล จปฐ. จะถูกต้องตรงกับความเป็นจริงและมีคุณภาพได้อย่างน้อยต้องประกอบด้วย ๓ ส่วนที่สำคัญคือ ครัวเรือนผู้ให้ข้อมูลจะต้องตระหนักเข้าใจและอยากให้ข้อมูล ผู้จัดเก็บข้อมูลต้องมีเทคนิควิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลจากครัวเรือนและเข้าใจข้อคำถามอย่างถูกต้อง การบันทึกข้อมูลจะต้องครบถ้วนและตรงกับข้อมูลที่ได้มาจากแบบสอบถามเท่านั้น

 

แก่นความรู้

คุณภาพของข้อมูล จปฐ. จะเกิดขึ้นได้ที่สำคัญจะต้องเกิดจากชุมชนมีความรู้ เข้าใจ และตระหนักเรือง จปฐ. ชุมชนเป็นผู้ขับเคลื่อนตัวจริง ทั้งผู้นำชุมชนและครัวเรือน เจ้าหน้าที่เป็นเพียงให้การสนับสนุน

 

กลยุทธ์ในการทำงาน   ทำให้ผู้นำชุมชนและประชาชนได้สัมผัสผลการวิเคราะห์ข้อมูลของเขาเองที่ได้จากการจัดเก็บให้มากที่สุด

 

แนวคิด    จปฐ.ชุมชนคือตัวจริง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่

 

ชื่อผู้บันทึกความรู้    นายโชคดี  ยิ่งล้ำ

 


โดย พัฒนาชุมชนจังหวัดชุมพร ความคิดเห็น (0) | ดู (378)
สร้าง: 30 ส.ค. 2554 14:24 แก้ไข: 30 ส.ค. 2554 14:24


การจัดตั้งศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนครบวงจร ระดับหมู่บ้าน

แบบบันทึกองค์ความรู้

ชื่อ-นามสกุล                  นายธีระพจน์   เนตรไสว

ตำแหน่ง                       นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ

สังกัด                           สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอท่าแซะ

เบอร์โทรศัพท์                 ๐๘๑-๐๘๑๕๒๓๓

ชื่อเรื่อง                        การจัดตั้งศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนครบวงจร  ระดับหมู่บ้าน

เป็นความสำเร็จเกี่ยวกับ     การจัดตั้งกลุ่ม/องค์กร

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ         ปี พ.ศ. ๒๕๕๒

สถานที่  บ้านศาลาประชาคม  หมู่ที่  ๑๒  ตำบลท่าข้าม  อำเภอท่าแซะ  จังหวัดชุมพร

 

เนื้อเรื่อง : ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ ข้าพเจ้าเป็นพัฒนากรผู้ประสานงานตำบลท่าข้าม  ได้รับคำสั่งจากสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอท่าแซะให้ก่อตั้งศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนครบวงจรเป็นจุดตัวอย่าง  โดยไม่ใช้งบประมาณจากราชการ   หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ได้มาคิดวางแผนว่าจะดำเนินการอย่างไร  จะเริ่มต้นจากอะไร เมื่อคิดวางแผนเสร็จแล้ว  ก็เริ่มดำเนินการตามแผนที่วางไว้ ดังนี้

๑. เริ่มขายความคิดเรื่องศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนครบวงจรให้กับผู้นำใน

หมู่บ้านทั้งผู้นำที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ  แล้วมองหาคนที่จะเป็นตัวตั้งตัวตีที่จะทำให้งานสำเร็จ และหาเงินทุนในการดำเนินงาน  ซึ่งปรากฏว่าหมู่บ้านมีเงินกองกลางของหมู่บ้านอยู่ประมาณ  ๒๐,๐๐๐ บาท

                  ๒. ชี้แจงแนวทางการดำเนินงานในที่ประชุมหมู่บ้าน ให้ประชาชนในหมู่บ้านเห็นความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับจากการตั้งศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนครบวงจร แล้วคัดเลือกคณะกรรมการศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนครบวงจร  จำนวน  ๑๕ คน พร้อมกับกำหนดบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการฯ

                  ๓. ร่วมกับคณะกรรมการศูนย์ฯปรับปรุงข้อมูลในศูนย์ฯ  โดยใช้งบประมาณของหมู่บ้านประมาณ๕,๐๐๐  บาท และข้าพเจ้าสมทบโดยซื้อสีให้ทาอาคารด้านหน้า  ซื้อแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดให้ทำข้อมูล    แผ่น จนงานสำเร็จ และต่อมาได้ใช้ศูนย์ฯนี้เป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งในการประกวดคณะกรรมการหมู่บ้านดีเด่น และการประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

 

บันทึกขุมความรู้(Knowledge Assets):

                  จากการดำเนินงานจัดตั้งศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนครบวงจร ทำให้เกิดความรู้ว่าจะทำอย่างไรเมื่อต้องทำกิจกรรมที่ไม่มีงบประมาณจากราชการสนับสนุน  จะต้องปรึกษาหารือกับใครเพื่อให้ได้รับการสนับสนุน จะทำอย่างไรถึงจะให้โครงการ/กิจกรรมเป็นที่ยอมรับและให้ความร่วมมือจากคนในหมู่บ้าน

 

แก่นความรู้(Core Competency):

                    แก่นความรู้ที่ได้จากการดำเนินงานจัดตั้งศูนย์บริการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนครบวงจร คือ

  ๑.ในการดำเนินงานต้องมีการวางแผน  ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่  เพื่อให้มีแนวทาง

ที่ชัดเจน  มีจุดหมายปลายทาง

                    ๒.ต้องหาบุคลากรที่จะช่วยในการทำงานให้ไปสู่จุดหมาย 

                       ๓. คนจะให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่างๆเมื่อเขามองเห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำกิจกรรมนั้นๆ

                       ๔. งานจะสำเร็จได้โดยไม่เป็นภาระหนักแก่คนใดคนหนึ่งต้องสร้างแนวร่วมในการทำงาน

 

กลยุทธ์ในการทำงาน:นำแก่นความรู้มากำหนดเป็นกลยุทธ์ในการทำงาน

                      ๑. มีการวางแผนการทำงาน มีเป้าหมายที่ชัดเจน และมีแผนงานเป็นขั้นเป็นตอน

                       ๒. ต้องรู้จักเลือกและใช้คนให้ตรงกับความสามารถ

                       ๓. ในการทำงานต้องบอกให้ผู้ร่วมงานรู้ว่าเขาจะได้รับประโยชน์อะไรจากงานที่

ทำนั้น

                       ๔. ในการทำงานต้องสร้างการมีส่วนร่วม

 


โดย พัฒนาชุมชนจังหวัดชุมพร ความคิดเห็น (0) | ดู (494)
สร้าง: 30 ส.ค. 2554 14:09 แก้ไข: 30 ส.ค. 2554 14:09


กลุ่มปุ๋ยหมักบ้านเขาหลัก
คำสำคัญ:กลุ่มทำปุ๋ยหมักบ้านเขาหลัก กลุ่มปุ๋ยหมัก

แบบบันทึกองค์ความรู้ ชื่อกลุ่ม กลุ่มปุ๋ยหมักบ้านเขาหลัก ที่อยู่ หมู่ที่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้สะดวก 0857893808 ชื่อเรื่อง การลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ในการทำเกษตรแบบพอเพียง เป็นการแก้ไขปัญหา/ความสำเร็จเกี่ยวกับ การตั้งกลุ่มแบบการมีส่วนร่วม (การเป็นเจ้าของ) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ มกราคม 2552 สถานที่เกิดเหตุการณ์ บ้านเขาหลัก หมู่ที่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เนื้อเรื่อง หมู่บ้านเขาหลักหมู่ที่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เป็นหมู่บ้านที่ทำเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ ปีใดหากราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ การขาดทุนก็จะเกิดขึ้นในการทำการเกษตร ภาวะหนี้สินก็จะไม่ได้ปลดเปลื้องตามเป้าหมาย ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชน ซึ่งดำรงชีวิติแบบเศรษฐกิจพอเพียง ได้ปรึกษาพัฒนากรผู้รับผิดชอบตำบล ในการจัดตั้งกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ โดยขอรับงบประมาณอุดหนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบล ในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ครั้งแรก เป็นเงินจำนวนเงิน 12,740 บาท มีสมาชิกเริ่มต้นเพียง 15 คน โดยมีการดำเนินการมาตั้งแต่ ปัจจุบันมีสมาชิก 36 ราย และมีเงินออม จำนวน 32,500 บาท ตามบันทึกรายงานของกลุ่ม ดังนี้ รายงาน กลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก กิจกรรมกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษชีวิตยั่งยืน บ้านเขาหลัก หมู่ที่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร นางขวัญตา นิ่มนวล นักวิชการพัฒนาชุมชน ที่ปรึกษากลุ่ม กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษชีวิตยั่งยืน บ้านเขาหลัก หมู่ที่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษชีวิตยั่งยืน ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2552 มีสมาชิกเริ่มต้น 15 ราย ดังรายชื่อต่อไปนี้ 1. นางสาววันลี ชื่นเกาะสมุย 125 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 2. นางพูลศรี จันดี 187 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 3. นางกุศล ใจแผ้ว 131/2 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 4. นางสมนึก ใจแผ้ว 187/3 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 5. นางปัทมพร แสงสง 93/1 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 6. นางกันหา ศรีภา 84 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 7. นางสนธยา นิ่มนวล 102/2 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 8. นางสุนัย โคตรหลักคำ 176 /2 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 9. นางอรอนงค์ แย้มนาขา 201 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 10. นางลำดวน พันธุ์บุปผา 127 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 11. นางฉวี นิ่มนวล 102 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 12. นางสมร บุษดี 172 หมู่ 6 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 13. นางวรรณา อยู่สุข 201/2 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 14. นางจันที กิ่งวงษา 126/1 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 15. นางธัญจิรา ชัยราช 208 หมู่ 7 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร มีคณะกรรมการกลุ่ม จำนวน 5 คน ดังรายชื่อต่อไปนี้ 1. นางพูลศรี จันดี ประธาน 2. นางสาววันลี ชื่นเกาะสมุย รองประธาน/ตรวจสอบและประเมินผล 3. นางสมนึก ใจแผ้ว เลขานุการ 4. นางปัทมาพร แสงสง เหรัญญิก 5. นางวรรณา อยู่สุข การตลาด 6. นางขวัญตา นิ่มนวล ที่ปรึกษา สาเหตุการรวมกลุ่ม 1. ในชุมชนมีการปลูกผักกินกันในครัวเรือน และมีเหลือพอที่จะออกขายสู่ตลาดอยู่บ้างแต่ปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด 2. ต้องการผลิตผลผลิตที่ปลอดสารพิษเพื่อคุณภาพของผลผลิต เป็นอาหารที่ปลอดภัย 3. ต้องการผลิตผักที่เป็นความต้องการของตลาดผู้บริโภคที่รักสุขภาพ 4. เพื่อเป็นการปรับวิธีคิดเรื่องการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวเคมี ไปสู่เกษตรอินทรีย์ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5. ชุมชนขาดความเข้าใจในการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ การรวมกลุ่มทำให้สมาชิกในชุมชนสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ในการปฏิบัติด้วยการพูดคุย เมื่อมีการพบปะ หรือการประชุม วัตถุประสงค์การรวมกลุ่ม 1. ปรับเปลี่ยนวิธีคิดในการทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ผสมผสานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 2. ลดต้นทุนในการผลิต โดยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง 3. ผลิตผักปลอดสารพิษเพื่อบริโภคเองในครัวเรือน แจกจ่าย แลก ในกลุ่มสมาชิก และแบ่งขาย 4. สมาชิกได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สร้างความสามัคคีในชุมชน 5. สร้างอำนาจต่อรองด้านการตลาด 6. สร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มและชุมชน วิสัยทัศน์ของกลุ่ม : สร้างความยั่งยืน สู่ชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม ผูกสัมพันธ์ดิน น้ำ และชุมชน หลักการปฏิบัติงานของคณะกรรมการและข้อตกลงร่วมกัน : ยึดหลักคุณธรรม ซื่อสัตย์ ไว้วางใจ สามัคคี ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา และร่วมกันตามกฎที่ตั้งไว้ กิจกรรมของกลุ่มและข้อตกลงร่วมกัน 1. ทุกคนต้องเริ่มที่ตนเองก่อน คือต้องปลูกกินเองก่อน 2. ต่างคนต่างปลูกในที่ดินของตนเอง 3. ผู้ใดสามารถปลูกร่วมกันได้ ก็ให้ปลูกร่วมกัน แล้วแต่ตกลงกันเอง 4. การขายผลผลิตขายร่วมกัน 5. การหาสถานที่ขาย ในชุมชนและนอกชุมชน 6. มีการแลกเปลี่ยนผลผลิตกันเองในกลุ่ม และเพื่อการบริโภคในครัวเรือน 7. จัดเมล็ดพันธุ์ แลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้าน 8. ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี และปุ๋ยเคมี 9. การผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ฮอร์โมน สารไล่แมลง และปุ๋ยหมัก ร่วมกันทำ แบ่งกัน 10. มีการทำบัญชีครัวเรือน 11. มีการทำบัญชีกิจการ บันทึกการลงแปลง ประเมินผลผลิตล่วงหน้า 12. หางบประมาณสนับสนุนและส่งเสริมจากหน่วยงานต่างๆ เช่น อบต. พัฒนาสังคม 13. การจัดการผลผลิตที่ได้ 13.1 รวมกลุ่มกันขาย 13.2 วางแผนการผลิต ช่วงเทศกาล ผลิตให้หลากหลาย ต้องมีการปลูกผักพื้นบ้าน จัดตารางการปลูก 13.3 การจัดปริมาณการกำหนดราคา ชั่งเป็นกิโลเป็นหลัก แบ่งกำใหม่ในการขายออกสู่ตลาด 13.4 การทำบรรจุ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ 13.5 การออมผักวันละกำ หรือการออมเงิน การประชุมตั้งกลุ่มปลูกผักปลอกสารพิษชีวิตยั่งยืน วันที่ 29 มกราคม 2552 การทำกิจกรรมครั้งที่ 1 การประชุมครั้งที่ 1 กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ บ้านเขาหลัก หมู่ที่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร วันที่ 29 มกราคม 2552 ณ.ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร รายนามผู้เข้าร่วมประชุม 1. นางขวัญตา นิ่มนวล 2. นายสุริยัน สุริฉาย 3. นางสาววันลี ชื่นเกาะสมุย 4. นางพูลศรี จันดี 5. นางกุศล ใจแผ้ว 6. นางสมนึก ใจแผ้ว 7. นางปัทมพร แสงสง 8. นางกันหา ศรีภา 9. นางสนธยา นิ่มนวล 10. นางสุนัย โคตรหลักคำ 11. นางอรอนงค์ แย้มนาขา 12. นางลำดวน พันธุ์บุปผา 13. นางฉวี นิ่มนวล 14. นางสมร บุษดี 15. นางวรรณา อยู่สุข 16. นางจันที กิ่งวงษา 17. นางธัญจิรา ชัยราช เปิดการประชุมเวลา 10.00 น. โดย นางขวัญตา นิ่มนวล พัฒนากร อำเภอสวี การนำเข้าสู่เรื่อง การรวมกลุ่มเพื่อปลูกผัก กล่าวนำเข้าสู่เรื่องโดยการตั้งคำถามกับผู้เข้าร่วมประชุม ถึงจุดหมายในการเข้าร่วมประชุม ความต้องการของเข้าร่วมกลุ่มในการปลูกผักเพื่อให้เพียงพอต่อการนำสู่ตลาด หรือการเข้ารับซื้อของพ่อค้า 1. สอบถามข้อมูลเบื้องต้น ในการปลูกผักของผู้เข้าร่วมประชุม 1.1 ปริมาณการปลูก และวิธีการ 1.2 มีการปลูกกินในครัวเรือนอยู่แล้วทุกครัวเรือน 1.3 มีการขายออกสู่ตลาดบ้างเล็กน้อยเป็นบางราย มีการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีบางส่วน 1.4 มีการปลูกแบบระบบเกษตรอินทรีย์บางส่วน มีการใช้สารเคมีช่วงการลงเมล็ดพันธุ์ และช่วงที่ศัตรูพืชระบาดมากๆ 1.5 ใช้น้ำส้มควันไม้ในบางราย 2. ปัญหาและอุปสรรคที่ต้องใช้สารเคมี 2.1 ศัตรูพืชระบาดหนัก สารชีวภาพเอาไม่อยู่ 2.2 การปลูกแบบใช้สารเคมีได้ผลผลิตเต็มที่ 2.3 ขาดความรู้ในการใช้สารชีวภาพ 3. การปรับวิธีคิด โดยการเปรียบเทียบการใช้สารเคมีกับสารชีวภาพ พอสรุปได้ดังนี้ 3.1 ใช้สารเคมีต้นทุนสูงถึงแม้ผลผลิตได้มาก 3.2 ใช้สารชีวภาพต้นทุนต่ำ แต่ผลผลิตอาจน้อยกว่า 3.3 ปุ๋ยอินทรีย์ได้มากกว่าด้านสุขภาพ (ความปลอดภัย) 3.4 ลดการใช้สารเคมี หนี้สินลดลง 3.5 ปลูกด้วยสารชีวภาพกินเองได้ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค สรุปการปรับวิธีคิด โดยการยกตัวอย่างระบบทุนนิยมที่ให้เราปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตรแบบดั้งเดิมเป็นเกษตรเชิงเดี่ยวและการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ในระบบการทำการเกษตร ทำให้คนไทยได้ประสบปัญหาต่างๆ เช่นปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาด้านหนี้สินที่พอกพูน ในวิถีการเกษตรของคนไทยในปัจจุบัน และให้เห็นถึงความล่มสลายของเจ้าของแนวคิดแบบทุนนิยมต่างๆ เช่น ประเทศอเมริกา ต้องประสบกับปัญหาระบบเศรษฐกิจล้ม และในประเทศทุนนิยมต่างๆ แต่ประเทศไทย ยังคงอยู่ได้ เพราะส่วนหนึ่งของประเทศไทย ประชาชนยังยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คนไทยส่วนหนึ่งจึงอยู่ได้ การเริ่มต้นการปลูกผักแบบอินทรีย์ให้เริ่มที่ตัวเองก่อน โดยการปลูกไว้บริโภคเองในครัวเรือน แบ่งปัน แลกให้กับเพื่อนบ้าน ส่วนที่เหลือแล้วจึงนำออกขายสู่ตลาดภายใน และภายนอก พวกเราจึงจะยืนหยัดอยู่ได้ 4. การตั้งชื่อกลุ่ม มติที่ประชุมให้ชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มปลูกปลูกผักปลอดสารพิษ ชีวิตยั่งยืน” ความยั่งยืนในที่นี้ หมายความว่า 4.1 ความยั่งยืนของชีวิต เนื่องจากกินผักที่ปลอดสารพิษ ที่ปลูกกินเอง ชีวิตก็ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพลงได้ 4.2 สิ่งแวดล้อมยั่งยืน ดินและน้ำสัมพันธ์กัน การผลิตที่ปราศจากสารเคมี ก็ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม 4.3 กลุ่มยั่งยืน เพราะการรวมกลุ่ม ต้องมีจุดมุ่งหมายอันเดียวกัน เป็นหนึ่งเดียว นั่นคือความสามัคคี 5. การสร้างความเข้าใจในการรวมกลุ่ม การล่มสลายของกลุ่ม พอสรุปสาเหตุของการล่มสลายของกลุ่มได้ว่าความชัดเจนของเป้าหมายของกลุ่ม ความชัดเจนด้านการตลาด กระบวนการของภาครัฐ จำกัดอิสระการปฏิบัติงานของชาวบ้าน กฎเกณฑ์ในกระบวนการผลิต กระบวนการด้านภาษีอากรของผลิตภัณฑ์ 6. ประโยชน์ของการรวมกลุ่ม มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง เกิดความสามัคคีในชุมชน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกลุ่มสมาชิก 7. การตั้งคณะกรรมการกลุ่ม หลักการตั้งคณะกรรมการและข้อตกลงในการทำงานร่วมกัน ต้องยึดหลักคุณธรรม ซื่อสัตย์ ไว้วางใจในกลุ่มสมาชิกและคณะกรรมการเอง สามัคคี ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ร่วมปฏิบัติตามกฎที่ตั้งไว้ 8. รายชื่อคณะกรรมการ 8.1 นางพูลศรี จันดี ประธาน 8.2 นางสาววันลี ชื่นเกาะสมุย รองประธาน/ตรวจสอบและประเมินผล 8.3 นางสมนึก ใจแผ้ว เลขานุการ 8.4 นางปัทมาพร แสงสง เหรัญญิก 8.5 นางวรรณา อยู่สุข การตลาด 8.6 นางขวัญตา นิ่มนวล ที่ปรึกษา 9. กิจกรรมของกลุ่มและข้อตกลงร่วมกัน 9.1 ทุกคนต้องเริ่มที่ตนเองก่อน คือต้องปลูกกินเองก่อน 9.2 ต่างคนต่างปลูกในที่ดินของตนเอง 9.3 ผู้ใดสามารถปลูกร่วมกันได้ ก็ให้ปลูกร่วมกัน แล้วแต่ตกลงกันเอง 9.4 การขายผลผลิตขายร่วมกัน 9.5 การหาสถานที่ขาย ในชุมชนและนอกชุมชน 9.6 มีการแลกเปลี่ยนผลผลิตกันเองในกลุ่ม และเพื่อการบริโภคในครัวเรือน 9.7 จัดเมล็ดพันธุ์ แลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้าน 9.8 ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี และปุ๋ยเคมี 9.9 การผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ฮอร์โมน สารไล่แมลง และปุ๋ยหมัก ร่วมกันทำ แบ่งกัน 9.10 มีการทำบัญชีครัวเรือน 9.11 มีการทำบัญชีกิจการ บันทึกการลงแปลง ประเมินผลผลิตล่วงหน้า 9.12 หางบประมาณสนับสนุนและส่งเสริมจากหน่วยงานต่างๆ เช่น อบต. พัฒนาสังคม 10. การจัดการผลผลิตที่ได้ 10.1 รวมกลุ่มกันขาย 10.2 วางแผนการผลิต ช่วงเทศกาล ผลิตให้หลากหลาย ต้องมีการปลูกผักพื้นบ้าน จัดตารางการปลูก 10.3 การจัดปริมาณการกำหนดราคา ชั่งเป็นกิโลเป็นหลัก แบ่งกำใหม่ในการขายออกสู่ตลาด 10.4 การทำบรรจุ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ 10.5 การออมผักวันละกำ หรือการออมเงิน สรุปการประชุมทุกคนมีมติร่วมกัน เริ่มปลูกผักบริโภคเองในครัวเรือน จากนั้น แจก แลก และขายในชุมชนก่อน ออกสู่ตลาดภายนอก เพื่อนำไปสู่การเริ่มต้นการปลูกผักโดยระบบชีวภาพที่มีประสิทธิภาพ และความอยู่ดี กินดีของครอบครัวและชุมชน ปิดการประชุมเวลา 12.00 น. กิจกรรมครั้งที่ 2 ประชุมกลุ่มผักปลอดชีวิตยั่งยืนครั้งที่ 2 วันที่ 21 มีนาคม 2552 ณ. ศาลาหมู่บ้านเขาหลัก หมู่ที่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ผู้เข้าร่วมประชุม 1. นางขวัญตา นิ่มนวล พัฒนากรอำเภอสวี 2. นางสาววันลี ชื่นเกาะสมุย 3. นางลำดวน พันธุ์บุปผา 4. นางพูลศรี จันดี 5. นางจันที กิ่งวงษา 6. นางสนธยา นิ่มนวล 7. นางอรอนงค์ แย้มนาขา 8. นางสุนัย โครตหลักคำ 9. นางประยูร พรหมสิงห์ 10. นางกุศล ใจแผ้ว 11. นางกัญหา ศรีภา 12. นางปัทมาพร แสงสง 13. นางฉวี นิ่มนวล 14. นางวรรณา สืบสายสุวรรณ 15. นางปรียา รัตนสาม บ้านเลขที่ 25/2 หมู่ที่ 6 ต.วิสัยใต้ อ.สวี จ.ชุมพร วาระที่ 1 แจ้งให้ที่ประชุมทราบ โดย นางสาววันลี ชื่นเกาะสมุย แจ้งให้ที่ประชุมทราบ เรื่องการเขียนโครงการขอสนับสนุนจาก องค์การบริหารส่วนตำบลวิสัย ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลวิสัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นจำนวนเงิน 12,740 บาท ตามที่ขออนุมัติ ซึ่งประธานกลุ่มได้เป็นผู้รับเช็ค และนำเช็คเงินสดไปขึ้นเงินและเบิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วาระที่ 2 วาระเพื่อพิจารณา การจัดการงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุน 2.1 การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ -จัดซื้ออุปกรณ์ในการทำน้ำหมักชีวภาพ ถัง 200 ลิตร จำนวน 4 ลูก (นางพูลศรี จันดี เป็นผู้รับผิดชอบ) -ท่อ PVC 3 นิ้ว (นางพูลศรี จันดี เป็นผู้รับผิดชอบ) -กากน้ำตาล (นางพูลศรี จันดี เป็นผู้รับผิดชอบ) -ปลาเป็ด (นางปรียา รัตนสาม เป็นผู้รับผิดชอบ) -ขี้วัว จำนวน 200 ถุง (นางพูลศรี จันดี เป็นผู้รับผิดชอบ) -วัสดุอื่นๆ ในการทำปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ ให้จัดหาจากในท้องถิ่น เช่น แกลบกาแฟ เปลือกหมาก และอื่นๆ ให้สมาชิกแต่ละคนจัดหามา -การจัดแสดงป้ายโครงการให้ชัดเจน มติที่ประชุมเห็นชอบ 2.2 สถานที่ในการทำ มติที่ประชุมตกลงจัดทำที่บ้านนางพูลศรี จันดี 2.3 การรับสมาชิกเพิ่ม 1 ท่าน คือนางปรียา รัตนสาม มติที่ประชุมเห็นชอบรับเป็นสมาชิก วาระที่ 3 วาระอื่นๆ 3.1 นางขวัญตา นิ่มนวล แจกเมล็ดพันธุ์ผักคนละ 1 ซอง 3.2 ข้อคิดในการจัดตั้งกลุ่ม โดยนางขวัญตา นิ่มนวล ที่ปรึกษาโครงการได้ให้ข้อคิดกับกลุ่มดังนี้ -การไว้ใจในการทำงานของคณะกรรมการ และสมาชิกกลุ่มด้วยกัน -การไม่โยนภาระให้กับผู้ใดผู้หนึ่งในการทำงานแต่เพียงผู้เดียว -การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ต้องมีการยืดหยุ่นได้ -การปลูกผักไม่ควรปลูกผักชนิดเดียวกัน ปิดการประชุมเวลา 14.30 น. กิจกรรมครั้งที่ 3 การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ วันที่ 16 เมษายน 2552 ณ.บ้านนางพูลศรี จันดี เลขที่ 187 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ผู้เข้าร่วมกิจกรรมการทำปุ๋ยหมัก 1. นางปัทมาพร แสงสง 2. นางจันที กิ่งวงษา 3. นางสนธยา นิ่มนวล 4. นางลำดวน พันธุ์บุปผา 5. นางสมนึก ใจแผ้ว 6. นางพูลศรี จันดี 7. นางกัญหา ศรีภา 8. นางฉวี นิ่มนวล 9. นางสมร บุษดี 10. นางสุนัยโครตหลักคำ วัตถุดิบที่ใช้ ขี้วัว 180 กระสอบ วัสดุเหลือใช้จากผลผลิตทางการเกษตร เช่น แกลบกาแฟ เปลือกหมาก สมาชิก แต่ละรายนำมารวมกันที่บ้านนางพูลศรี จันดี จำนวน จำนวน 195 กระสอบ ปุ๋ยยูเรียจำนวน 20 กิโลกรัม น้ำหมักชีวภาพ และสาร พด.2 วิธีทำ นำขี้วัวและแกลบกาแฟเทกองบนพื้นและคลุกให้เข้ากันกองบนพื้นโดยมีการวางท่อ PVC ที่เจาะรูใส่ในกองปุ๋ยไว้เป็นระยะ เพื่อเป็นการระบายอากาศ โดยไม่ต้องกลับกองปุ๋ย นำน้ำหมักและน้ำผสมสาร พด.2 ผสมน้ำรดให้ชุ่มกองปุ๋ย คลุมด้วยวัสดุเพื่อป้องกันฝน ทิ้งไว้ 1 เดือน กิจกรรมครั้งที่ 4 กิจกรรมการทำน้ำหมักชีวภาพและสารไล่แมลง วันที่ 29-30 เมษายน 2552 ณ.บ้านนางพูลศรี จันดี เลขที่ 187 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 1. นางสาววันลี ชื่นเกาะสมุย 125 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 2. นางฉวี นิ่มนวล 102 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 3. นางสุนัย โคตรหลักคำ 176 /2 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 4. นางประยูร พรหมสิงห์ 84/3 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 5. นางสนธยา นิ่มนวล 102/2 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 6. นางกันหา ศรีภา 84 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 7. นางสมร บุษดี 172 หมู่ 6 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 8. นางธัญจิรา ชัยราช 208 หมู่ 7 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 9. นางพูลศรี จันดี 187 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 10. นางปัทมพร แสงสง 93/1 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 11. นางสมนึก ใจแผ้ว 187/3 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร 12. นางกุศล ใจแผ้ว 131/2 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร กิจกรรมที่ปฏิบัติ 1.ทำน้ำหมักชีวภาพ ส่วนผสม ปลาเป็ด 130 กิโลกรัม กากน้ำตาล 40 กิโลกรัม สาร พด. 2 จำนวน 2 ซอง วิธีทำ ใช้ส่วนผสมทั้งหมดแบ่งเป็น 2 ส่วน หมักในถัง 200 ลิตร จำนวน 2 ถัง โดยใช้อัตราส่วน 3 : 1 : 1 : 1 (ปลาเป็ด : การน้ำตาล : น้ำ : สาร พด.2 หมักทิ้งไว้ เป็นเวลา 15 – 30 วัน กรองเอาแต่น้ำใส่ภาชนะ แจกจ่ายให้สมาชิก 2. ทำน้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง ส่วนผสม ตะไคร้หอม ข่า สะเดาเทียม บอระเพ็ด ขมิ้น กากน้ำตาล สารพด. วิธีทำ นำวัตถุดิบที่นำมาสับเป็นชิ้นเล็ก รวมนำหนักทั้งหมด 60 กิโลกรัม ผสมกับกากน้ำตาลจำนวน 20 กิโลกรัม เติมน้ำที่ผสมสาร พด.2 จำนวน 2 ซอง พอท่วมให้วัตถุดิบที่เตรียมไว้ หมักทิ้งไว้เป็นเวลา 15 – 30 วัน กรองเอาแต่น้ำ แจกจ่ายให้กับสมาชิก กิจกรรมครั้งที่ 5 ตักปุ๋ยหมักใส่กระสอบ และประชุมกลุ่มผักปลอดสารพิษชีวิตยั่งยืน ครั้งที่ 3 วันที่ 18 พฤษภาคม 2552 ณ.บ้านนางพูลศรี จันดี เลขที่ 187 หมู่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 1. นางสาววันลี ชื่นเกาะสมุย 2. นางปัทมาพร แสงสง 3. นางสนธยา นิ่มนวล 4. นางสมนึก ใจแผ้ว 5. นางกุศล ใจแผ้ว 6. นางสุนัย โครตหลักคำ 7. นางกัญหา ศรีภา 8. นางพูลศรี จันดี 9. นางปรียา รัตนสาม 10. นางสมร บุษดี 11. นางประยูร พรหมสิงห์ 12. นางลำดวน พันธุ์บุบผา วาระที่ 1 เรื่องแจ้งให้ที่ประชุมทราบ เรื่องการจัดการผลผลิตน้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยหมัก สามารถนำไปใช้ได้แล้วให้สมาชิกกลุ่มจัดการแบ่งกันไปใช้ ที่ประชุมรับทราบ วาระที่ 2 เรื่องเพื่อพิจารณา 2.1 การขายปุ๋ยให้สมาชิกโดยคิดจากราคาทุนเดิม จากการซื้อวัสดุที่เป็นวัตถุดิบ แต่ไม่คิดทุนค่าอุปกรณ์ เพื่อนำเงินมาเป็นเป็นทุนในการทำครั้งต่อไป -ปุ๋ยหมักมีต้นทุนค่าวัตถุดิบในการทำเป็นเงิน 6,580 บาท มติที่ประชุมตกกันว่าจ่ายคนละ 560 บาท จะได้เงินคืนมา เป็นเงิน 7,280 บาท จากสมาชิกการทำปุ๋ยหมักจำนวน 13 คน -น้ำหมักชีวภาพและสารไล่แมลง คิดจากราคาต้นทุน ค่าวัตถุดิบในการผลิตเป็นเงินจำนวน 1,640 บาท มติที่ประชุมให้คืนเงินให้กับกลุ่ม คนละ 120 บาท จำนวน สมาชิก 15 คน ซึ่งจะได้เงินคืนเป็นจำนวน 1,800 บาท 2.2 กำหนดการจ่ายเงินคืนก็ต่อเมื่อมีการจัดทำปุ๋ยหมักชุดใหม่ขึ้นมา มติที่ประชุมเห็นชอบ จากการตักปุ๋ยใส่กระสอบ ได้ผลผลิตปุ๋ยจำนวน 317 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 7,000 กิโลกรัม แบ่งให้สมาชิกคนละเท่าๆ กัน กิจกรรมครั้งที่ 6 การกรองน้ำ หมักชีวภาพและสารไล่แมลง วันที่ 7 มิถุนายน 2552 ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 1. นางพูลศรี จันดี 2. นางโกศล ใจแผ้ว 3. นางสมนึก ใจแผ้ว 4. นางปัทมาพร แสงสง 5. นางกัญหา ศรีภา 6. นางสมร บุษดี 7. นางจันที กิ่งวงษา 8. นางประยูร พรหมสิงห์ 9. นางวรรณา สืบสายสุวรรณ 10. นางปรียา รัตนสาม 11. นางสุนัย โคตรหลักคำ 12. นางธัญจิรา ชัยราช ได้ผลผลิตน้ำปลาหมัก คนละ 2 แกลอน และสารไล่แมลง คนละ 1 แกลอน กิจกรรมที่ครั้งที่ 7 การประชุมกลุ่มผักปลอดสารพิษชีวิตยั่งยืน ครั้งที่ 4 ณ. บ้านนางพูลศรี จันดี วันที่ 12 กรกฎาคม 2552 ผู้เข้าร่วมประชุม 1. นางสาววันลี ชื่นเกาะสมุย 2. นางกุศล ใจแผ้ว 3. นางฉวี นิ่มนวล 4. นางลำดวน พันธุ์บุปผา 5. นางพูลศรี จันดี 6. นางสุนัย โครตหลักคำ 7. นางประยูร พรมสิงห์ 8. นางปัทมาพร แสงสง 9. นายเจิมศักดิ์ ชื่นเกาะสมุย 31 ม.9 ต.วิสัยใต้ อ.สวี จ.ชุมพร 10. นายชาตรี แจ้จัสตุรัส 127/5 ม.9 ต.วิสัยใต้ อ.สวี จ.ชุมพร 11. นายสีชน แจ้จัสตุรัส 127/3 ม.9 ต.วิสัยใต้ อ.สวี จ.ชุมพร 12. นางยุพา นวลศรี 187/1 ม.9 ต.วิสัยใต้ อ.สวี จ.ชุมพร 13. นางสาวปนัดดา โกเฮง 176 ม.9 ต.วิสัยใต้ อ.สวี จ.ชุมพร 14. นางคำเพียร บุญเติม 87/1 ม.9 ต.วิสัยใต้ อ.สวี จ.ชุมพร เปิดการประชุมเวลา 10.00 น. วาระที่ 1 วาระแจ้งให้ทราบ โดยนางพูลศรี จันดี ประธานกลุ่มการประชุมกลุ่มผักปลอดสารพิษชีวิตยั่งยืน การดำเนินกิจกรรมการผลิตน้ำหมักชีวภาพ และสารไล่แมลง และปุ๋ยหมักชีวภาพ จากเศษวัสดุเหลือใช้ในชุมชน ชุดแรกได้เสร็จสิ้นแล้ว 1.1 สารไล่แมลงจำนวน 1 ถัง 200 ลิตร เมื่อกรองแยกกากและน้ำออก ได้สารไล่แมลงคนละ 1 แกลอน 1.2 น้ำหมักชีวภาพที่ทำจากปลา จำนวน 2 ถัง 200 ลิตร ได้คนละ 2 แกลอน รวมค่าใช้จ่ายในการผลิตน้ำหมักชีวภาพและสารไล่แมลงเป็นเงิน 1,640 บาท 1.3 ปุ๋ยหมักชีวภาพได้น้ำหนักโดยประมาณ 7,000 กิโลกรัม แบ่งให้สมาชิก รายละ 24 กระสอบ ที่ประชุมรับทราบ วาระที่ 2 วาระแจ้งเพื่อทราบและพิจารณา 1.1 การออมเงินของสมาชิกกลุ่ม การประชุมกลุ่มผักปลอดสารพิษชีวิตยั่งยืน จะเริ่มการออมตั้งแต่เดือน 1.2 การรับสมาชิกเพิ่มเติม มีทั้งหมด 6 ราย ตามรายชื่อข้างต้น มติที่ประชุมรับทราบและเห็นชอบ วาระที่ 3 วาระอื่นๆ เพิ่มเติม จากการทำงานในรอบแรกเห็นปัญหาในการทำงานร่วมกันคือสมาชิกบางรายไม่มาช่วยทำงานแต่มีการแบ่งผลประโยชน์ให้เท่าผู้อื่น ที่ประชุมจึงต้องหามติร่วมกันในการแก้ไขปัญหาในการทำงานเพื่อให้การทำงานไปด้วยความราบรื่นโดยคนที่ทำงานจะได้ไม่เบื่อหน่าย และผู้ที่ไม่มาช่วยผู้อื่นทำงานควรจะมีบทลงโทษเพื่อเป็นการไม่ให้เอาเปรียบผู้อื่น มติที่ประชุมว่าหากผู้ใดไม่มาช่วยในการทำงานให้หักปุ๋ยออก 3 กระสอบต่อ 1 ครั้ง กิจกรรมครั้งที่ 8 การประชุมการประชุมกลุ่มผักปลอดสารพิษชีวิตยั่งยืน ครั้งที่ 5 วันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุม 1. นางกุศล ใจแผ้ว 2. นางฉวี นิ่มนวล 3. นางลำดวล พันธุ์บุปผา 4. นางพูลศรี จันดี 1. นางสุนัย โครตหลักคำ 2. นางประยูร พรมสิงห์ 3. นางปัทมา แสงสง 4. นางสมนึก ใจแผ้ว 5. นายเจิมศักดิ์ ชื่นเกาะสมุย 6. นายศรีชล แจ้จัสตุรัส 7. นางยุพา นวลศรี 8. นางสาวปนัดดา โกเฮง 9. นางคำเพียร บุญเติม 10. นางสาววันลี ชื่นเกาะสมุย เปิดการประชุมเวลา 10.00 น. วารที่ 1 วาระแจ้งให้ที่ประชุมทราบ โดยนางพูลศรี จันดี ประธานกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษชีวิตยั่งยืน 1.1 แจ้งจำนวนสมาชิกที่สมัครเพิ่มเติม ปัจจุบันทั้งหมด มี 22 คน จากเดิม 15 คน 1.2 สมาชิกที่สมัครเพิ่มเติมมีความประสงค์ที่จะร่วมทำปุ๋ยหมักโดยยินดีที่จะลงหุ้นในการซื้อวัตถุดิบ ที่ประชุมรับทราบ วาระที่ 2 วาระเพื่อพิจารณาและขอมติในที่ประชุม 1.1 การลงหุ้นในการทำปุ๋ยรอบต่อไป เป็นเงินหุ้นละ 600 บาท และให้เศษวัสดุมารวมกัน นำหากผู้ใดไม่ลงหุ้นถือว่าไม่ได้ลงหุ้นในการผลิตครั้งนี้ ได้เงินหุ้นเป็นจำนวนเงิน 8,400 บาท 1.2 การสั่งซื้อขี้วัว สั่งจากรถที่วิ่งผลไม้ขากลับก็ให้ซื้อขี้วัวมาครั้ง ละ 1 คันรถ ประมาณ 200 กระสอบ ในราคากระสอบละ 32 บาท 1.3 การผลิตครั้งต่อไปเริ่มหลังจากการสีกาแฟแล้ว เนื่องจากจะได้วัสดุในการทำปุ๋ย ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ปิดการประชุมเวลา 12.00 น. กิจกรรมครั้งที่ 9 การประชุมและรับมอบเงินสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หน่วยที่ 11 จังหวัดชุมพร วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 ณ. ที่ทำการอำเภอสวี จังหวัดชุมพร ผู้เข้าร่วมประชุมและรับมอบเงิน 1. นางพูลศรี จันดี 2. นางกุศล ใจแผ้ว 3. นางสมนึก ใจแผ้ว 4. นางปัทมาพร แสงสง 5. นางกัญหา ศรีภา 6. นางสมร บุษดี 7. นางจันที กิ่งวงษา 8. นางประยูร พรหมสิงห์ 9. นางวรรณา สืบสายสุวรรณ 10. นางปรียา รัตนสาม 11. นางสุนัย โครตหลักคำ 12. นางธัญจิรา ชัยราช 13. นางลำดวน พันธุ์บุปผา 14. นางสนธยา นิ่มนวล 15. นางฉวี นิ่มนวล 16. นางสาววันลี ชื่นเกาะสมุย นางสุขลักขณา ชิ้นศุภกร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หน่วยที่ 11 จังหวัดชุมพร มอบเงินสนับสนุนกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษชีวิตยั่งยืน เป็นเงิน 32,000 บาท โดยจ่ายเป็นรายบุคคล คนละ 2,000 บาท จำนวน 16 คน ดังรายชื่อข้างต้น ซึ่งได้ยื่นขอสนับสนุนงบประมาณไปยังสำนักงาน ตั้งแต่เดือน สิงหาคม 2552 โดยคุณขวัญตา นิ่มนวล ดำเนินการประสานงาน และสนับสนุนกลุ่ม กิจกรรมครั้งที่ 10 การประชุมการประชุมกลุ่มผักปลอดสารพิษชีวิตยั่งยืน ครั้งที่ 6 วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2553 ณ ศาลาหมู่บ้าน หมู่ที่ 9 ต.วิสัยใต้ อ.สวี จ.ชุมพร ผู้เข้าร่วมประชุม 1. นางสมนึก ใจแผ้ 2. นางธัญจิรา ไชยราช 3. นางปัทมาพร แสงสง 4. นางกุศล ใจแผ้ว 5. นางสุนัย โครตหลักคำ 6. นางประยูร พรหมสิงห์ 7. นางพูลศรี จันดี 8. นางจันที กิ่งวงษา 9. นางกัญหา ศรีภา 10. นางสมร บุษดี 11. นางลำดวน พันธุ์บุปผา 12. นางวรรณา สืบสายสุวรรณ 13. นายเจิมศักดิ์ ชื่นเกาะสมุย เปิดการประชุมเวลา 10.00 น. วาระที่ 1 วาระแจ้งให้ที่ประชุมทราบ กลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษได้รับงบประมาณสนับสนุนเป็นจำนวน 32,000 บาท ที่ประชุมรับทราบ วาระที่ 2 วาระเพื่อพิจารณา งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุน ส่วนหนึ่งแบ่งมาสมทบทุนในการทำปุ๋ยหมัก เป็นจำนวน รายละ 600 ส่วนที่เหลือเป็นทุนในการซื้อเมล็ดพันธุ์ผัก และบำรุงสวนผัก และทุกคนที่ได้รับงบประมาณจะต้องปลูกผักกินเองทุกบ้าน และจะต้องถ่ายรูปไว้บ้านละ 1 รูป เพื่อส่งให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นหลักฐานของกลุ่มว่าเป็นการทำจริง มติที่ประชุมรับทราบและเห็นชอบ วาระที่ 3 วาระเพื่อพิจาณาและขอมติที่ประชุม การรับสมาชิกเข้ากลุ่มเพิ่ม มี จำนวน 10 คน คือ 1. นางสุดใจ ศิริลักษณ์ 2. นางสมถวิล แจ้จัสตุรัส 3. นายประมวล บุญพรหม 4. นางสาวปนัดดา โกเฮง 5. นายประสาท คณะครุฑ 6. นางเบา พวงบุรี 7. นางขวัญตา นิ่มนวล 8. นางกมล วรรณพงศ 9. นายกัญหา บุญพรหม 10. นายอรุณ ผิวผา สมาชิกที่เพิ่มร่วมกิจกรรมในการทำปุ๋ยและน้ำหมักชีวภาพเป็นการเบื้องต้น และมีการระดมเงิน ในการทำปุ๋ยในรอบต่อไป รายละ 600 เป็นเงินทั้งหมด 16,800 บาท จากสมาชิกทั้งหมด 28 ราย มติที่ประชุมเห็นชอบ กิจกรรมครั้งที่ 11 กิจกรรมการตักปุ๋ยใส่กระสอบ วันที่ 14-15 มีนาคม 2554 สมาชิกที่ร่วมกิจกรรมมีรายชื่อดังต่อไปนี้ 1. นางพูลศรี จันดี 2. นางสมนึก ใจแผ้ว 3. นางประยูร พรหมสิงห์ 4. นางกุศล ใจแผ้ว 5. นางลำดวน พันธุ์บุปผา 6. นายชัยยุทธ แสงสง 7. นางสุนัย โครตหลักคำ 8. นางสาวปนัดดา โกเฮง 9. นายเจิมศักดิ์ ชื่นเกาะสมุย 10. นางคำเพียร บุญเติม 11. นางยุพา นวลศรี 12. นายสิชล แจ้จัสตุรัส 13. นางฉวี นิ่มนวล 14. นางสาววันลี ชื่นเกาะสมุย ตักปุ๋ยได้จำนวน 162 กระสอบ เฉลี่ยน้ำหนักกระสอบละ 34 กิโลกรัม แบ่งเท่าๆ กัน กิจกรรมครั้งที่ 12 การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ณ.บ้านนางพูลศรี จันดี วันที่ 6 มิถุนายน 2553 สมาชิกผู้ร่วมกิจกรรมมีรายชื่อดังต่อไปนี้ 1. นางพูลศรี จันดี 2. นางกุศล ใจแผ้ว 3. นางสมนึก ใจแผ้ว 4. นางประยูร พรหมสิงห์ 5. นางลำดวน พันธุ์บุปผา 6. นายชัยยุทธ แสงสง 7. นางสุนัย โครตหลักคำ 8. นางสาววันลี ชื่นเกาะสมุย 9. นางสาวปนัดดา โกเฮง 10. นายเจิมศักดิ์ ชื่นเกาะสมุย 11. นางคำเพียร บุญเติม 12. นางยุพา นวลศรี 13. นายสิชล แจ้จัสตุรัส 14. นางฉวี นิ่มนวล กิจกรรมครั้งที่ 13 การประชุมกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษชีวิตยั่งยืน วันที่ 1กรกฎาคม 2553 ผู้เข้าร่วมประชุม 1. นางคำเพียร บุญเติม 2. นางพูลศรี จันดี 3. นางสมร ผุสดี 4. นางกัญหา ศรีภา 5. นางสมถวิล แจ้จัสตุรัส 6. นางปนัดดา โกเฮง 7. นางพัทยา เกิดบุญช่วย 8. นางกุศล ใจแผ้ว 9. นางฉวี นิ่มนวล 10. นางประยูร พรหมสิงห์ 11. นางจันที กิ่งวงษา 12. นางสุนัย โครตหลักคำ 13. นางปัทมา แสงสง 14. นางสมนึก ใจแผ้ว เรื่องที่แจ้งให้ทราบและพิจารณา การรวบรวมเงินออมเพื่อปล่อยให้สมาชิกกู้ยืม ดอกเบี้ยร้อยละ 50 สตางค์ต่อเดือน ในการกู้ยืมสมาชิกผู้กู้ต้องฝากเงินมาแล้ว 6 เดือน ขึ้นไป ในครั้งแรกของการกู้ไม่เกิน 2,000 บาท ต่อหนึ่งเล่ม ให้มีการส่งในวันที่ 1 มีนาคม ของทุกปี มติที่ประชุมเห็นชอบ กิจกรรมครั้งที่ 14 การประชุมกลุ่มปลูกผักปลอดสารชีวิตยั่งยืน ครั้งทึ่ 7 ณ ศูนย์รวมการผลิตปุ๋ยหมักบ้านเขาหลัก วันที่ 20 มีนาคม 2554 ผู้เข้าร่วมประชุมและร่วมกิจกรรม 1. นางยุพา นวลศรี 2. นางปัทมา แสงสง 3. นางสมนึก ใจแผ้ว 4. นางกุศล ใจแผ้ว 5. นางสุดใจ ศิริลักษณ์ 6. นางสาวปนัดดา โกเฮง 7. นายณะรินทร์ รอดคำทุย 8. นางสมร แสงสง 9. นางประยูร พรมสิงห์ 10. นายกัณหา บุญพรม 11. นายประสาท คณะครุฑ 12. นายอรุณ ผิวผา 13. นายชาตรี แจ้จัตุรัส 14. นายประมวล บุญพรม 15. นายสุนัย โคตรหลักคำ 16. นายเจิมศักดิ์ ชื่นเกาะสมุย 17. นางพูลศรี จันดี 18. นายสำราญ จันดี เปิดการประชุมเวลา 12.30 น. ระเบียบวาระที่ 1 เรื่องแจ้งให้ที่ประชุมทราบ 1.1 เรื่องการจัดทำปุ๋ยหมักและการเปิดอบรมการทำปุ๋ยหมักโดยการสนับสนุนจากการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสวี จะมีการจัดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2554 1.2 การเปิดโรงปุ๋ยหมักและการเตรียมการในการเปิดโรงเรือนโดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลในการสนับสนุนค่าอาหารกลางวัน เป็นจำนวน เงิน 5,000 บาท ที่ประชุมรับทราบ ระเบียบวาระที่ 2 เรื่องเพื่อพิจารณาและขอมติที่ประชุม 2.1 การตั้งกลุ่มการผลิตปุ๋ยภายใต้การเริ่มต้นจากรวมกลุ่มปลูกผักปลอดสารชีวิตยั่งยืน แต่กิจกรรมที่ทำได้ประสบความสำเร็จเป็นการผลิตปุ๋ยหมักใช้ในกลุ่มเป็นส่วนใหญ่ จึงขอมติที่ประชุมในการก่อตั้งการผลิตปุ๋ยหมักบ้านเขาหลัก ซึ่งเป็นการต่อยอดจากกลุ่มปลูกผักปลอดสารชีวิตยั่งยืน มติที่ประชุมเห็นชอบ 2.2 การแต่งคณะกรรมการกลุ่มผลิตปุ๋ยหมักบ้านเขาหลัก หมู่ที่ 9 ตำบลวิสัยใต้ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ที่ประชุมเสนอคณะกรรมการดังนี้ 1) นายสีชน แจ้จัตุรัส ประธาน 2) นายประสาท คณะครุฑ รองประธาน 3) นางสมนึก ใจแผ้ว เลขานุการ 4) นางสาววันลี ชื่นเกาะสมุย ผู้ช่วยเลขานุการ 5) นางพูลศรี จันดี เหรัญญิก 6) นางสาวปนัดดา โกเฮง ผู้ช่วยเหรัญญิก 7) นายสำราญ จันดี กรรมการควบคุมการผลิต 8) นายเจิมศักดิ์ ชื่นเกาะสมุย กรรมการฝ่ายจัดซื้อวัตถุดิบ 9) นายชาตรี แจ้จัตุรัส กรรมการ 10) นายประมวล บุญพรม กรรมการ มติที่ประชุมเห็นชอบ 2.3 การร่างและวางระเบียบกฎของกลุ่มผลิตปุ๋ยของหมู่บ้านเขาหลัก 1) สมาชิกของกลุ่มจัดทำปุ๋ย หากสมาชิกผู้หนึ่งผู้ใดไม่ได้มาจัดทำปุ๋ยหมักให้หักปุ๋ยออก 3 กระสอบ แล้วแบ่งให้ผู้ที่มาทำครบทุกครั้ง 2) สมาชิกต้องมาร่วมหุ้นในการจัดซื้อวัตถุดิบในการจัดทำปุ๋ย มติที่ประชุมเห็นชอบ ปิดการประชุม เวลา 14.30 น. บันทึกรายงานการประชุมกลุ่มผลิตปุ๋ยหมักบ้านเขาหลัก วันที่ 28 มีนาคม 2554 ณ ศูนย์รวมผลิตปุ๋ยหมักหมู่ 9 บ้านเขาหลัก ผู้เข้าร่วมประชุม จำนวน 35 คน ตามรายชื่อในใบลงทะเบียน เปิดการประชุมเวลา 10.00น. โดยนายสีชน แจ้จัสตุรัส ประธานกลุ่ม วาระที่ 1 เรื่องแจ้งที่ประชุมทราบ 1.1 ประธานแจ้งเรื่องการฝึกอบรมการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ได้เสร็จสิ้น และจะมีการมอบเกียรติบัติจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนในโอกาสต่อไป 1.2 เรื่องการขยายเวลาการทำปุ๋ยหมักออกไปเนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตยังไม่พร้อมและเนื่องจากฝนตกติดต่อกันเป็นเวลานานทำให้เป็นอุปสรรคในการทำงาน และไม่สามารถจัดหาวัสดุมาได้ ที่ประชุมรับทราบ วาระที่ 2 เรื่องรับรองรายงานการประชุมครั้งที่แล้ว มติที่ประชุมรับรอง วาระที่ 3 เรื่องเพื่อพิจารณาและขอมติที่ประชุม 3.1 เรื่องการยื่นแบบขอจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนเพื่อการดำเนินงานของกลุ่มได้ดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานการดำเนินของกลุ่มให้เป็นไปตามเป้าหมายและเพื่อการสะดวกในการดำเนินกิจกรรมใดๆร่วมกับหน่วยงานหรือองค์กรอื่นๆ โดยมีการเสนอชื่อได้ 3 อันดับดังต่อไปนี้ 1) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตปุ๋ยหมักบ้านเขาหลัก 2) วิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยหมักบ้านเขาหลัก 3) วิสาหกิจชุมชนผลิตปุ๋ยหมักพึ่งพาตนเองบ้านเขาหลัก 3.2 ที่ประชุมเสนอให้มีผู้รับผิดชอบหรือ มีอำนาจในการจัดการและดำเนินการใดๆของกลุ่ม โดยเสนอบุคคลดังรายชื่อต่ไปนี้ 1.) นายสีชน แจ้จัตุรัส และ 2) นางพูลศรี จันดี เป็นผุ้ทำการแทนสมาชิก ในการยื่นแบบขอจดทะเบียน วิสาหกิจชุมชน ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และระเบียบต่างๆ ตามที่กรรมการส่งเสริมวิสหกิจชุมชนกำหนด 3.3 การร่างกฎระเบียบว่าด้วยการกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก ที่ประชุมได้ร่วมกันร่างและหาข้อสรุปได้มติที่ประชุมได้กฎระเบียบ 5 ข้อ ดังต่อไปนี้ 1) การรวมหุ้นของสมาชิกมี 4 แบบคือ 1.1) การรวมหุ้นกองกลาง ให้มีการลงหุ้นรายละ 200 บาท 1.2) การลงหุ้นหมุนเวียน ในรอบการผลิต หุ้นละ 600 บาท ต่อครั้ง 1.3) การหุ้นวัตถุดิบในการผลิต เช่น เศษวัสดุ ขี้เถ้า น้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น ให้สมาชิกทุกคนนำมาร่วมกับกลุ่ม ในกรณีที่สมาชิกมีวัตถุดิบเป็นจำนวนมาก และกลุ่มต้องการในผลิต ให้มีการจัดซื้อตามราคาที่สมาชิกเห็นชอบ 1.4) การหุ้นแรงงาน ในการผลิตปุ๋ยในแต่ละรอบการผลิตสมาชิกผู้ลงหุ้นหมุนเวียนต้องมาร่วมกิจกรรมในการผลิตทุกครั้ง 2)ในการแบ่งผลผลิตปุ๋ยของสมาชิก ผู้ลงหุ้นตามระเบียบข้อที่ 1 สมาชิกต้องแบ่งเท่าๆ กัน ในการผลิตแต่ละครั้ง หากไม่เป็นไปตามระเบียบข้อที่ 1 ให้ยึดหลักการดังต่อไปนี้ 2.1) กรณีที่สมาชิกขาดหุ้นแรง 1 ครั้งในรอบการผลิต ให้หักผลผลิตปุ๋ยครั้งละ 3 กระสอบ 2.2) ห้ามสมาชิกขาดหุ้นแรง เกิน 2 ใน 3 ครั้ง ต่อรอบการผลิต หากมีกรณีจำเป็น ให้มีการชี้แจงในที่ประชุม และใช้มติที่ประชุมในการลงโทษโดยพิจารณาเป็นรายกรณีไป 2.3)ห้ามสมาชิกขาดคุณสมบัติ ในข้อที่ 2.2) เกิน 3 รอบ การผลิต ให้ออกจากการเป็นสมาชิก หากมีกรณีจำเป็นให้ชี้แจงในที่ประชุมและใช้มติที่ประชุมในการลงโทษโดยพิจารณาเป็นรายกรณีไป 3)การหักค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง เช่น ค่าซ่อมแซมโรงเรือน ค่าซ่อมเครื่อง ค่าไฟ เป็นต้น ให้ใช้เงินหุ้นกองกลางเป็นค่าใช้จ่าย 4) ให้มีสามารถมีการแก้เพิ่มเติมกฎระเบียบได้ของกลุ่มได้โดยต้องผ่านมติจากที่ประชุมใหญ่ ในครั้งต่อๆ ไป 5)สมาชิกต้องปฏิบัติตามระเบียบของกลุ่มอย่างเคร่งครัด 3.4 รับรองคณะกรรมการกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์บ้านเขาหลัก มีรายชื่อดังต่อไปนี้ 11) นายสีชน แจ้จัตุรัส ประธาน 12) นายประสาท คณะครุฑ รองประธาน 13) นางสมนึก ใจแผ้ว เลขานุการ 14) นางสาววันลี ชื่นเกาะสมุย ผู้ช่วยเลขานุการ 15) นางพูลศรี จันดี เหรัญญิก 16) นางสาวปนัดดา โกเฮง ผู้ช่วยเหรัญญิก 17) นายสำราญ จันดี กรรมการควบคุมการผลิต 18) นายเจิมศักดิ์ ชื่นเกาะสมุย กรรมการฝ่ายจัดซื้อวัตถุดิบ 19) นายชาตรี แจ้จัตุรัส กรรมการ 20) นายประมวล บุญพรม กรรมการ มติที่ประชุมเห็นชอบรับรอง ระเบียบวาระที่ 4 เรื่องอื่นๆ เรื่องการขอมิเตอร์ไฟฟ้าสำหรับศูนย์รวมผลิตปุ๋ยหมักหมู่ 9 บ้านเขาหลัก เพื่อความสะดวกของปฏิบัติงานของกลุ่มเนื่องจากการพ่วงไฟจากบ้านนางพูลศรี จันดี สมาชิกเห็นอาจเป็นภาระต่อไป จึงเห็นว่าควรแยกมิเตอร์ไฟฟ้าออกมาต่างหาก สมาชิกเห็นว่าควรขอมิเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการเกษตร ในนามกลุ่ม แต่ยังขาดงบประมาณในการขอมิเตอร์ อาจมีการนำเงินส่วนของหุ้นกองกลางหรือจากหน่วยงานหรือองค์กรอื่นใด ไว้พิจารณาในวาระการประชุมครั้งต่อไป ที่ประชุมรับทราบ ปิดการประชุมเวลา 12.30 น. ……………………………………… (นางสมนึก ใจแผ้ว) ผู้บันทึกรายงานการประชุม …………………………………….. (นายสีชน แจ้จัตุรัส) ผู้ตรวจรายงานการประชุม บันทึกขุมความรู้ (Knowledge Assets) การพัฒนาต้องเป็นความต้องการของชุมชน ต้องระเบิดจากข้างใน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมลงทุน ร่วมรับผิดชอบ (หากขาดทุน) ร่วมแก้ปัญหา รวมรับผลประโยชน์ (ที่เกิดขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม) ทุนต้องมาจากภายใน (ความเป็นเจ้าของ การมีส่วนร่วม) จะประสบความสำเร็จมากกว่า การได้ทุนมาจากภาย (ได้เปล่า ไม่รู้สึกหวงแหน ไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ) การพัฒนาด้วยทุนนิยมจะสำเร็จด้วยความรวดเร็ว แต่ไม่ยังยืน การพัฒนาด้วยทุนเศรษฐกิจแบบพอเพียง (พึ่งตนเอง) จะสำเร็จช้า แต่มีความมั่นคงและยั่งยืน แก่นความรู้ • หลักการพัฒนาชุมชน (การตั้งกลุ่ม) • การทำปุ๋ยหมัก และการทำน้ำหมักชีวภาพ กลยุทธ์ในการทำงาน * ของกลุ่ม - การทำงานเป็นทีม การทำงานแบบมีส่วนรวม * ของเจ้าหน้าที่ - การนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใช้ในการส่งเสริมการทำงานของกลุ่ม - ส่งเสริมชุมชนให้มีศักยภาพในการบริหารจัดการกลุ่ม โดยยึดหลักงบประมาณของประชาชน - ส่งเสริมชุมชนในกระบวนการจัดทำแผนชุมชน เพื่อเสนอโครงการในแผนชุมชน ขอรับงบประมาณเพื่อขยายกิจกรรมการดำเนินงานของกลุ่ม - แนวคิด จากเจ้าหน้าที่ - การนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ สามารถใช้ได้ ทั้งในการทำงาน การดำเนินชีวิตของตนเอง ถ้านักพัฒนาทุกคนนำไปใช้ ชุมชนก็จะเข้มแข็ง การทำงานก็จะสำเร็จผลเกิดประโยชน์ จากการที่เราทำตามพ่อสอน - แนวคิดจาก สมาชิกกลุ่ม การพึ่งตนเองของกลุ่ม ๆ กลุ่มสามารถ อยู่ได้ หากเราพึ่งพิงจากภายนอกมากเกินไป สักวันหนึ่งกลุ่มอาจจะล้มลง เมื่อไม่ที่ที่ให้เราพึ่งพิง โดยดูจากการเปรียบเทียบ อีกหมู่บ้านหนึ่งได้งบเศรษฐกิจพอเพียงมา 200,000 บาท ลงทุนทำด้วยงบที่ได้มา ทำสำเร็จแบ่งปุ๋ยกันใช้ ภายหลังก็ไม่มีการดำเนินงานต่อ ทิ้งหลักฐานไว้เป็นอนุสรณ์ของการพึ่งผู้อื่น แต่กลุ่มของเราอยู่ได้ และมีการเพิ่มการออมของสมาชิกอีกด้วย ชื่อผู้บันทึกความรู้ นางขวัญตา นิ่มนวล นักวิชาการพัฒนาชุมชน ชำนาญการ

 


โดย พัฒนาชุมชนจังหวัดชุมพร ความคิดเห็น (0) | ดู (757)
สร้าง: 23 ส.ค. 2554 13:53 แก้ไข: 24 ส.ค. 2554 15:26
 Page| Next | Last 

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร B ชั้น 5 ถนนแจ้งวัฒนะ หลักสี่ กทม.10210
โทรศัพท์ 0 - 2141 -6047
© Copyright กรมการพัฒนาชุมชน. All Rights Reserved.2009 Powered By ECGATES SOLUTION